รัฐบาลประกาศ “ยุบสภา” เข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง แนวโน้มตลาดหุ้นหลังจากนี้ไปจนถึงปีหน้าที่จะเป็น “ปีเลือกตั้ง” จะเป็นอย่างไร เพราะ 1 ในมาตรการที่ถูกคาดหวังกันว่าจะมาช่วยปลุกตลาดหุ้นไทยอย่างโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) ก็น่าจะไม่ได้ไปต่อ
เริ่มจาก “กวี ชูกิจเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) มองว่า หลังยุบสภา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การบริโภคจะกระเตื้องขึ้น ด้วยเหตุผลของการที่มีการเริ่มหาเสียง ก็จะมีการจับจ่ายใช้สอย การจัดกิจกรรม ทำให้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอ้อมทางหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ในช่วงนี้

“จริง ๆ แล้ว ตลาดหุ้นไทยควรจะได้อานิสงส์ Christmas Rally หรือ January Effect แต่ผมคิดว่า ตลาดเราอาจจะไม่ได้ โดยดัชนีอาจจะเคลื่อนไหวออกข้าง ดัชนีอยู่แถว ๆ ประมาณไม่ต่ำกว่า 1,200 จุด แต่จะให้กลับขึ้นไป 1,300 จุดก็ลำบาก ดังนั้นน่าจะอยู่แถว ๆ 1,230-1,280 จุด แกว่งออกข้าง ๆ มากกว่า ต่อให้รู้สึกว่าหุ้นไทยไม่ได้แย่นะ เพราะถูกอยู่แล้ว แล้วยังมีแรงกระตุ้นจากการจับจ่ายใช้สอย แต่สิ่งที่ทุกคนค่อนข้างระมัดระวังคือ ไม่รู้ว่าผลเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร”
อย่างไรก็ดี ในช่วงตลาดหุ้นปรับฐานช่วงนี้ ก็มีข้อดีคือ เป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อหุ้น เพราะโดยสถิติหลังเลือกตั้งตลาดจะออกมาดี ซึ่งนับเฉพาะปัจจัยการเมือง ไม่รวมปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามา อย่างเช่น สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เจอไวรัสโควิด-19 เป็นต้น
“ช่วงเลือกตั้ง ก่อนได้รัฐบาล ก็จะงง ๆ กันอยู่ แต่พอได้รัฐบาล หุ้นก็จะเริ่มตอบสนองในเชิงบวก ดังนั้นช่วงนี้ตลาดน่าจะออกแนวไซด์เวย์ แต่พอผ่านหลังเลือกตั้งไป หุ้นก็น่าจะขึ้น กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ก็จะมีค้าปลีก การบริโภคในประเทศ และพวก Defensive สื่อสาร ไฟฟ้า โรงพยาบาล บริการ เหล่านี้จะเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์”
ส่วนมาตรการ TISA ที่สะดุดไปนั้น “ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บล.พาย” มองว่า คงไม่มีผลกระทบมาก เนื่องจากนักลงทุน โดยเฉพาะคนมีรายได้สูง ๆ จะไม่ค่อยชอบมาตรการนี้เท่าใดนัก
ขณะที่ “สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า จากสถิติในอดีต ช่วง 1 เดือน หลังจากยุบสภาแล้ว SET จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยประมาณ 4% โดยเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ส่วนใหญ่จะมีการขายออกประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาท และค่าเงินบาทจะอ่อนประมาณ 0.4%

“แต่รอบนี้ผมมองว่า อาจจะไม่ได้มีผลกระทบเยอะ เพราะไม่ได้เซอร์ไพรส์ คือ ตลาดก็พอรับรู้กันอยู่แล้วว่า ไม่เดือน ธ.ค. 68 ก็ ม.ค. 69 ก็จะมีการยุบสภา แต่ว่าตลาดอาจจะมี Overhang เล็กน้อย หลังจากตัว TISA กับตัวภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตัว Copay จะเข้า ครม.ไม่ทัน แต่เบื้องต้นผมมองเป็นปัจจัยเฉพาะตัว เฉพาะกลุ่มค้าปลีก ซึ่งอันนี้จะไปกระทบเศรษฐกิจในช่วงต้นปีหน้า ไม่ได้กระทบปีนี้อยู่แล้ว”
ทั้งนี้ ตามที่ บล.กสิกรไทยประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ตลาดหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ที่ 88 บาทต่อหุ้น โดยประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ 2% ไว้นั้น ไม่น่าจะถูกกระทบแต่อย่างใด น่าจะออกมาตามนี้
“ส่วนปีหน้าต้องติดตามว่า วันที่ 8 ก.พ. 2569 จะได้เลือกตั้งไหม แล้วจะจบ จัดตั้ง ครม.ได้ภายในเดือน มี.ค.-เม.ย.ได้เลยหรือเปล่า ซึ่งหากเป็นไปตามนั้น เราให้ EPS Growth (อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น) ที่ 3% หรือขึ้นไปที่ประมาณ 90 บาทต่อหุ้น ซึ่งเราให้ GDP ชะลอตัวลงที่ 1.6% ในปีหน้า ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า เรามี Buffer สำหรับความกังวลเรื่องนี้อยู่พอสมควรแล้ว ไม่ได้เซอร์ไพรส์ ดังนั้น ผมคิดว่า SET Index คงไม่ไปไหนมาก แนวรับน่าจะอยู่แถว 1,210 จุด บวกลบ ส่วนแนวต้านก็ประมาณ 1,275 จุด”
“ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย” กล่าวว่า สำหรับเซ็กเตอร์ที่น่าจะไปได้ดี มองว่าจะเป็นกลุ่มไฟแนนซ์ ท่องเที่ยว โดยแนะนำ SAWARD, BAM, CENTEL และ ERW