เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
Tech การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
Finance หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
Economic ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 70,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 70,550 บาท
รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
Politics รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
อนุทิน ชี้ ‘เอกนิติ-ศุภจี’ ทำงานได้อยู่ ยังไม่ตั้ง ‘รัฐมนตรีช่วย’ คลัง-พาณิชย์
Finance อนุทิน ชี้ ‘เอกนิติ-ศุภจี’ ทำงานได้อยู่ ยังไม่ตั้ง ‘รัฐมนตรีช่วย’ คลัง-พาณิชย์
นายกฯ สั่งคุมเข้ม Data Center ยันไม่กระทบความมั่นใจนักลงทุน
Politics นายกฯ สั่งคุมเข้ม Data Center ยันไม่กระทบความมั่นใจนักลงทุน
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
นายกฯ ย้ำทูต-องค์การระหว่างประเทศ ไทยพร้อมร่วมมือทุกมิติ พร้อมมอบเงินช่วยเนปาล
Politics นายกฯ ย้ำทูต-องค์การระหว่างประเทศ ไทยพร้อมร่วมมือทุกมิติ พร้อมมอบเงินช่วยเนปาล
ธปท. ลั่นภาคการเงินต้องไม่เป็นเครื่องมือ ‘ทุนเทา’ ยกมาตรการเข้ม ผนึกธนาคาร-นอนแบงก์ ประกาศจุดยืน 10 ก.ย.นี้
Finance ธปท. ลั่นภาคการเงินต้องไม่เป็นเครื่องมือ ‘ทุนเทา’ ยกมาตรการเข้ม ผนึกธนาคาร-นอนแบงก์ ประกาศจุดยืน 10 ก.ย.นี้
ดูทั้งหมด

อัสสเดช รับวอลุ่มเทรดหุ้นไทยปีนี้เฉลี่ยแค่ 4 หมื่นล้าน/วัน ต้นปี’69 ทบทวนมาตรการ

18 ธ.ค. 2568 | 15:03น.
อัสสเดช คงสิริ

ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้เศรษฐกิจ-การเมืองผันผวนฉุดตลาดทุนไทย มูลค่าซื้อขายลด คาดปิดปีเฉลี่ยวันละราว 4 หมื่นล้านบาท ต้นปีหน้าเตรียมทบทวนมาตรการการซื้อขาย หาจุดสมดุลสภาพคล่อง พร้อมเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ลงทุน-สื่อสารโครงการ Jump+ ไตรมาส 2/69

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา Thailand Next Move 2026 : “Wealth Creation” ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน หัวข้อ : Rebuilding Trust, Driving Growth : สร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทยเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ว่าการเติบโตของธุรกิจในประเทศอยู่ในระดับต่ำ

โดยเฉพาะกำไรหลัก (Core Profit) ของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ลดลงถึง 7.3% สะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ขณะที่กำไรที่เพิ่มขึ้นในบางช่วงเกิดจากรายการพิเศษแบบครั้งเดียว ซึ่งไม่สามารถเกิดซ้ำได้ในอนาคต

ขณะเดียวกัน สภาพคล่องในตลาดทุนไทยปรับลดลงต่อเนื่อง โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันคาดว่าจะปิดปีนี้ที่ประมาณ 40,000-42,000 ล้านบาท ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ปรับลดลงจากในอดีตที่เคยสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สอดคล้องกับทิศทางเงินลงทุนที่ไหลออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีบริษัทที่เติบโตสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

โดยมูลค่าการซื้อขายที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากการไหลออกของฟันด์โฟลว์ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องกฎเกณฑ์ที่บางฝ่ายมองว่าเข้มงวดกว่าหลายตลาดทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ต้องการความชัดเจนและความแน่นอนเช่นกัน ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่ประกาศออกมาแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงพยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง

ทั้งนี้ ต้นปีหน้าจะมีการทบทวนมาตรการต่าง ๆ อีกครั้ง อาทิ Short Selling, Price Band และ Uptick Rule รวมถึงมาตรการด้านความเร็วในการซื้อขาย เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการเพิ่มสภาพคล่องและการรักษาเสถียรภาพของตลาด โดยจะพิจารณาจากข้อมูลจริงและผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมามีความน่าสนใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับภาพรวมปีที่ผ่านมา นายอัสสเดชยอมรับว่าเป็นปีที่มีความผันผวนในหลายมิติ ทั้งภาวะเศรษฐกิจ สภาพอากาศ เหตุแผ่นดินไหว การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงสงครามในต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดทุนค่อนข้างอ่อนแรง

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่ายังมีปัจจัยที่น่าสนใจ โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงมองหาโอกาสลงทุน เห็นได้จากการซื้อขายในหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งหรือผลประกอบการชัดเจน รวมถึงหุ้นที่มีการใช้โปรแกรมการซื้อขายซึ่งสามารถสร้างสถิติใหม่และดึงดูดความสนใจของนักลงทุนได้

สำหรับปีถัดไป ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจับตามองคือเสถียรภาพทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่อไปจะมีความน่าสนใจเพียงใด จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างประเทศ พบว่าทุกรัฐบาลมีนโยบายที่ดูดี แต่คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านั้นจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและสะท้อนผลมายังตลาดทุนมากน้อยเพียงใด

นายอัสสเดชระบุว่า ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ 1 ปี 2 เดือน ประเทศไทยมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน และกำลังจะเข้าสู่คนที่ 4 ในปีหน้า หากสถานการณ์ทางการเมืองยังขาดความชัดเจนหรือไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ภาคเศรษฐกิจก็จะต้องเผชิญความเหนื่อยยากต่อไป

สำหรับคำถามเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ เช่น TISA ที่อาจไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ นายอัสสเดชกล่าวว่า โครงการที่ริเริ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อ เพราะเป็นความร่วมมือจากหลายหน่วยงานตั้งแต่ก่อนรัฐบาลปัจจุบัน และรัฐบาลถัดไปก็จำเป็นต้องสานต่อ แก่นหลักของโครงการคือความยั่งยืน ต้องการให้เป็นมาตรการระยะยาว ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว ตัวเลขสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น วงเงินลงทุนหรือการลดหย่อนภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่รายละเอียดเงื่อนไขยังต้องพิจารณาให้เหมาะสม

ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ สิ่งที่ต้องผลักดันต่อเนื่องคือโครงการ Jump+ ที่เริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมมากกว่า 100 บริษัท โดยขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนระยะ 3 ปี ทั้งด้านการเติบโตและทิศทางการลงทุน โดย Next Step ที่สำคัญคือการสื่อสารให้ชัดเจนมากขึ้น คาดว่าจะเริ่มเห็นการสื่อสารที่เป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า หากไม่มีปัจจัยเปลี่ยนแปลงสำคัญ

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์การลงทุน อาทิ Depositary Receipts (DR) ซึ่งปัจจุบันมีเกือบ 230 หลักทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงหุ้นต่างประเทศที่เติบโตสูง รวมถึงการเปิดตัว Leverage & Inverse ETF เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารพอร์ตทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง และการเตรียมเปิด Bond Connect Platform ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ในต้นปีหน้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้นผ่านบริษัทหลักทรัพย์

สำหรับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจและจำนวน IPO ที่ลดลงเป็นเรื่องปกติในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูง การที่หุ้นบางตัวเข้าตลาดแล้วราคาปรับลด เป็นไปตามกลไกตลาด สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ โดยข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยมีเพียงพอสำหรับการประกอบการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่ไทยยังมีศักยภาพแข่งขัน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ EV, สุขภาพ Wellness และ Healthcare รวมถึงอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ หากสามารถยกระดับธุรกิจและสร้างการเติบโตได้จริง ก็อาจกลายเป็น S-curve ใหม่ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ส่วนประเด็นภาพลักษณ์ตลาดทุนไทยที่ถูกตั้งคำถามจากปัญหาบางกรณี นายอัสสเดชย้ำว่า เป็นเพียงบริษัทส่วนน้อย แต่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดทุนไทย ขณะที่กว่า 90% ของบริษัทจดทะเบียนยังดำเนินธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล เห็นได้จากจำนวนรางวัลด้านความยั่งยืนที่ได้รับ ตลาดทุนไทยยังมีเสน่ห์ แต่จำเป็นต้องสื่อสารข้อดีเหล่านี้ให้สังคมรับรู้มากขึ้น ทั้งนี้ ระบบกำกับดูแลของตลาดทุนไทยมีความเข้มงวด ทั้ง KYC, CDD และการตรวจสอบธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง