อัสสเดช รับวอลุ่มเทรดหุ้นไทยปีนี้เฉลี่ยแค่ 4 หมื่นล้าน/วัน ต้นปี’69 ทบทวนมาตรการ
อัสสเดช คงสิริ
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้เศรษฐกิจ-การเมืองผันผวนฉุดตลาดทุนไทย มูลค่าซื้อขายลด คาดปิดปีเฉลี่ยวันละราว 4 หมื่นล้านบาท ต้นปีหน้าเตรียมทบทวนมาตรการการซื้อขาย หาจุดสมดุลสภาพคล่อง พร้อมเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ลงทุน-สื่อสารโครงการ Jump+ ไตรมาส 2/69
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา Thailand Next Move 2026 : “Wealth Creation” ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน หัวข้อ : Rebuilding Trust, Driving Growth : สร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทยเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ว่าการเติบโตของธุรกิจในประเทศอยู่ในระดับต่ำ
โดยเฉพาะกำไรหลัก (Core Profit) ของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ลดลงถึง 7.3% สะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ขณะที่กำไรที่เพิ่มขึ้นในบางช่วงเกิดจากรายการพิเศษแบบครั้งเดียว ซึ่งไม่สามารถเกิดซ้ำได้ในอนาคต
ขณะเดียวกัน สภาพคล่องในตลาดทุนไทยปรับลดลงต่อเนื่อง โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันคาดว่าจะปิดปีนี้ที่ประมาณ 40,000-42,000 ล้านบาท ส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ปรับลดลงจากในอดีตที่เคยสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สอดคล้องกับทิศทางเงินลงทุนที่ไหลออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีบริษัทที่เติบโตสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
โดยมูลค่าการซื้อขายที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากการไหลออกของฟันด์โฟลว์ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องกฎเกณฑ์ที่บางฝ่ายมองว่าเข้มงวดกว่าหลายตลาดทั่วโลก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ต้องการความชัดเจนและความแน่นอนเช่นกัน ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่ประกาศออกมาแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงพยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง
ทั้งนี้ ต้นปีหน้าจะมีการทบทวนมาตรการต่าง ๆ อีกครั้ง อาทิ Short Selling, Price Band และ Uptick Rule รวมถึงมาตรการด้านความเร็วในการซื้อขาย เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการเพิ่มสภาพคล่องและการรักษาเสถียรภาพของตลาด โดยจะพิจารณาจากข้อมูลจริงและผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมามีความน่าสนใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น
สำหรับภาพรวมปีที่ผ่านมา นายอัสสเดชยอมรับว่าเป็นปีที่มีความผันผวนในหลายมิติ ทั้งภาวะเศรษฐกิจ สภาพอากาศ เหตุแผ่นดินไหว การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงสงครามในต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดทุนค่อนข้างอ่อนแรง
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่ายังมีปัจจัยที่น่าสนใจ โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงมองหาโอกาสลงทุน เห็นได้จากการซื้อขายในหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งหรือผลประกอบการชัดเจน รวมถึงหุ้นที่มีการใช้โปรแกรมการซื้อขายซึ่งสามารถสร้างสถิติใหม่และดึงดูดความสนใจของนักลงทุนได้
สำหรับปีถัดไป ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจับตามองคือเสถียรภาพทางการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดต่อไปจะมีความน่าสนใจเพียงใด จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างประเทศ พบว่าทุกรัฐบาลมีนโยบายที่ดูดี แต่คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านั้นจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและสะท้อนผลมายังตลาดทุนมากน้อยเพียงใด
นายอัสสเดชระบุว่า ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ 1 ปี 2 เดือน ประเทศไทยมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน และกำลังจะเข้าสู่คนที่ 4 ในปีหน้า หากสถานการณ์ทางการเมืองยังขาดความชัดเจนหรือไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ภาคเศรษฐกิจก็จะต้องเผชิญความเหนื่อยยากต่อไป
สำหรับคำถามเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ เช่น TISA ที่อาจไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ นายอัสสเดชกล่าวว่า โครงการที่ริเริ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อ เพราะเป็นความร่วมมือจากหลายหน่วยงานตั้งแต่ก่อนรัฐบาลปัจจุบัน และรัฐบาลถัดไปก็จำเป็นต้องสานต่อ แก่นหลักของโครงการคือความยั่งยืน ต้องการให้เป็นมาตรการระยะยาว ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว ตัวเลขสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น วงเงินลงทุนหรือการลดหย่อนภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่รายละเอียดเงื่อนไขยังต้องพิจารณาให้เหมาะสม
ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ สิ่งที่ต้องผลักดันต่อเนื่องคือโครงการ Jump+ ที่เริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมมากกว่า 100 บริษัท โดยขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนระยะ 3 ปี ทั้งด้านการเติบโตและทิศทางการลงทุน โดย Next Step ที่สำคัญคือการสื่อสารให้ชัดเจนมากขึ้น คาดว่าจะเริ่มเห็นการสื่อสารที่เป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า หากไม่มีปัจจัยเปลี่ยนแปลงสำคัญ
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์การลงทุน อาทิ Depositary Receipts (DR) ซึ่งปัจจุบันมีเกือบ 230 หลักทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงหุ้นต่างประเทศที่เติบโตสูง รวมถึงการเปิดตัว Leverage & Inverse ETF เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารพอร์ตทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง และการเตรียมเปิด Bond Connect Platform ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ในต้นปีหน้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้นผ่านบริษัทหลักทรัพย์
สำหรับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจและจำนวน IPO ที่ลดลงเป็นเรื่องปกติในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูง การที่หุ้นบางตัวเข้าตลาดแล้วราคาปรับลด เป็นไปตามกลไกตลาด สิ่งสำคัญคือนักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ โดยข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยมีเพียงพอสำหรับการประกอบการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่ไทยยังมีศักยภาพแข่งขัน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ EV, สุขภาพ Wellness และ Healthcare รวมถึงอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ หากสามารถยกระดับธุรกิจและสร้างการเติบโตได้จริง ก็อาจกลายเป็น S-curve ใหม่ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ส่วนประเด็นภาพลักษณ์ตลาดทุนไทยที่ถูกตั้งคำถามจากปัญหาบางกรณี นายอัสสเดชย้ำว่า เป็นเพียงบริษัทส่วนน้อย แต่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดทุนไทย ขณะที่กว่า 90% ของบริษัทจดทะเบียนยังดำเนินธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล เห็นได้จากจำนวนรางวัลด้านความยั่งยืนที่ได้รับ ตลาดทุนไทยยังมีเสน่ห์ แต่จำเป็นต้องสื่อสารข้อดีเหล่านี้ให้สังคมรับรู้มากขึ้น ทั้งนี้ ระบบกำกับดูแลของตลาดทุนไทยมีความเข้มงวด ทั้ง KYC, CDD และการตรวจสอบธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง