เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

แบงก์รัฐ-พาณิชย์ หั่นดอกเบี้ยส่งท้ายปี’68 รับมติ กนง. ลด 0.25%

19 ธ.ค. 2568 | 21:56น.
ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยเงินกู้ สินเชื่อ

ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยเงินกู้ สินเชื่อ

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 21:56 น.

รวมธนาคารพาณิชย์-รัฐ ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก ขานรับมติ กนง.ล่าสุด หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี ช่วยลดภาระค่าครองชีพและเป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้า

ตามที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% จาก 1.50% ต่อปี มีผลทันที ชี้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง เชื่อนโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น 

ทำให้หลายธนาคารทั้งพาณิชย์และรัฐ ประกาศปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารให้สอดคล้องกับมติดังกล่าว 

KBank ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25%

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวได้ในกรอบจำกัดจากแรงกดดันด้านการบริโภคและการส่งออกที่ชะลอตัว ธนาคารเชื่อมั่นว่า การดำเนินมาตรการเชิงรุกด้วยการตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยโดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งช่วยเหลือและดูแลลูกค้าธนาคาร เพื่อประเทศฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ 

อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี 

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.10% จาก 6.72% เหลือ 6.62% ต่อปี 
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.72% เหลือ 6.44% ต่อปี 

อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี 

  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.01% จาก 6.78% เหลือ 6.68% ต่อปี   

พร้อมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 0.05-0.10% 

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป 

ออมสิน ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ตรึงดอกเงินฝาก

นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อปีเนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และต่อเนื่องในปี 2570 มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งการผ่อนคลายนโยบยช่วยสนับสุนนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ธนาคารออมสินจึงประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสูงสุด 0.25% ต่อปี 

ซึ่งเป็นอัตราลดดอกเบี้ยสูงสุดตามมมติ กนง. เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและเป็นของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าธนาคาร   

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.15% จาก 6.325% เหลือ 6.175% ต่อปี 
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.095% เหลือ 5.845% ต่อปี 
  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.10% จาก 6.295% เหลือ 6.195% ต่อปี 

โดยมีผลวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไปหรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง 

สำหรับดอกเบี้ยธนาคารยังตรึงอัตราดอกเบี้ยเดิมเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินตามภารกิจส่งเสริมการออมของธนาคาร 

ธ.ก.ส. ลดดอกเบี้ยเงินกู้ เหลือเริ่มต้น 6.025%

นายฉัตรชัย ศิริไลผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า  ตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี มาอยู่ที่ 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันทีธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จึงพร้อมปรับลดดอกเบี้ยที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขหนี้สินอย่างยั่งยืน พร้อมช่วยบรรเทาภาระหนี้สินให้กับผู้ประกอบการ  SMEs สามารถฟื้นตัวและดำเนินงานต่อได้ตามปกติในภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน   

ดังนั้นธ.ก.ส.จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี ประกอบด้วย 

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.025% ต่อปี 
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.125% ต่อปี 
  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) เหลือ 6.625% ต่อปี 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป 

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.เดินหน้าดูแลหนี้เกษตรกรแบบครบวงจร โดยเฉพาะมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งเฟส 3 มีผู้เข้าร่วมกว่า 1.35 ล้านราย วงเงินต้นกว่า 203,000 ล้านบาท พร้อมทั้งช่วยฟื้นฟูอาชีพและลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างพักชำระหนี้ 

ธ.ก.ส. ยังปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง เช่นสินเชื่อแทนคุณ-เงินด่วนสิบหมื่น สำหรับสมาชิก อสม. และอสส. วงเงินกู้สูงสุดรายละ 100,000 บาท ดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือนสินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ สนับสนุนรายได้คู่ขนาน ดอกเบี้ย 5 ปีแรก MRR -2% ต่อปี 

บสย. หั่นดอก Prime Rate เหลือ 5.53%

นายสิทธิกรดิเรกสุนทรกรรมการและผู้จัดการทั่วไปบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่าบสย.ขานรับนโยบายรัฐบาลปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.25% ต่อปีคงเหลือ 5.53% ต่อปีซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดและนับเป็นครั้งที่ 4 ของปี  เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาบสย.ยืนหยัดในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะลดภาระทางการเงินเพื่อให้ประคับประคองธุรกิจเดินหน้าต่อได้ในสภาวะเศรษฐกิจผันผวนที่เกิดการสงครามการค้าและเหตุพิพาทชายแดนตลอดจนสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น 

ปัจจุบันบสย.มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมผ่านมาตรการ “บสย.พร้อมช่วย” ที่ออกแบบเพื่อรองรับกับความสามารถในการชำระหนี้ จุดเด่น ยืดหนี้ยาวสูงสุด 7 ปี ช่วย SMEs “ผ่อนเผาแรง” พร้อม “ตัดเงินต้น ก่อนตัดดอก” และคิดอัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมลดต้นทุนสูงสุด 30%  

กรุงไทย ลดดอกกู้สูงสุด 0.25%-เงินฝาก ดอกลด 0.05-0.10%

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าจากภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความท้าทายรอบด้าน ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและสภาพคล่องของภาคธุรกิจ ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปีเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินแก่ลูกค้า 

สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.10% จาก 6.50% เหลือ 6.40% ต่อปี 
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 6.62% เหลือ 6.37% ต่อปี 
  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) ปรับลด 0.10% จาก 7.045% เหลือ 6.945% ต่อปี 

ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.05%-0.10% ต่อปีซึ่งเป็นอัตราที่ปรับลดน้อยกว่าดอกเบี้ยอัตราเงินกู้โดยล่าสุดมีมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือนสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยในเขตพื้นที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง(ระดับ 4) ในภาคใต้ รวมถึงผลกระทบชายแดนไทยกัมพูชามาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารยืนหยัดเดินเคียงข้างลูกค้าและประชาชนในทุกสถานการณ์สอดคล้องวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน”  

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป 

ไอแบงก์ ลดอัตรากำไรสินเชื่อ 0.10%

นางวิมลรัตน์ ปิยสถาพรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยจากร้อยละ 1.50 ต่อปี เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินมีความผ่อนคลาย ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยไอแบงก์ขานรับนโยบายปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อทุกประเภท 0.10% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินให้ลูกค้าทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง 

การปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อในครั้งนี้ ประกอบด้วย 

  • การปรับอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (SPR) จากเดิมร้อยละ 7.65 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือร้อยละ 7.55 ต่อปี  
  • การปรับอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทสินเชื่อแบบกำหนดระยะเวลา (SPRL) จากร้อยละ 7.80 ต่อปี ลดลง 0.10% เหลือ 7.70 ต่อปี
  • อัตรากำไรสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (SPRR) จากร้อยละ 8.05 ต่อปี ลดลง 0.10เหลือร้อยละ 7.95 ต่อปี 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 

นอกจากนี้ ไอแบงก์ ยังได้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือ (เสริมสภาพคล่อง) / เยียวยา (ให้สินเชื่อฉุกเฉิน) / ฟื้นฟู (ให้สินเชื่อซ่อมแซม) สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติภาคใต้ ครอบคลุมพักชำระเงินต้น และไม่คิดกำไรใน 12 เดือนข้างหน้า พร้อมทั้งเพิ่มเติมด้วยอัตรากำไร 0ในปีที่ 1 ด้วยเงื่อนไขตามมาตรการ 

พร้อมกันนี้ ไอแบงก์ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ด้วยผลิตภัณฑ์เงินรับฝากออมทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ “ibank e-Sevings” เปิดบัญชีสะดวกด้วยตัวเอง ผ่าน ibank  Application บนแอปกระเป๋าตัง ให้ผลตอบแทนสูงสุด 2.2ต่อปี 

SCB หั่นดอกกู้ เริ่ม 23 ธันวาคม 2568

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันลูกหนี้กลุ่มเปราะบางยังมีหนี้สูงขณะที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ ทั้งผลกระทบของมาตรการค้าสหรัฐ และแรงกดดันต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ช่วยบรรเทาภาระการชำระหนี้และเสริมสภาพคล่อง 

ทั้งนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง MLR,MOR และ MRR ลง 0.10-0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า 

  • ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.500เป็น 6.400% ต่อปี 
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.675% เป็น 6.425% ต่อปี 
  • ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล (MRR) จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.775% เป็น 6.675% ต่อปี 

โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 

ทั้งนี้ ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารได้ปรับลง 0.05-0.10% ต่อปี โดยธนาคารไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของลูกค้าธรรมดาลง เพื่อช่วยเหลือผู้ฝากเงินในภาวะดอกเบี้ยต่ำ 

SME D Bank ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15%

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี

ดังนั้น SME D Bank ธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ขานรับนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่

  • ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) จาก 7.325% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.175% ต่อปี
  • ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) จาก 7.20% ต่อปี ลดลงเหลือ 7.15% ต่อปี

มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 4 ในปี 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ลดภาระทางการเงิน บรรเทาผลกระทบจากปัจจัยท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ภัย ธรรมชาติ ความไม่แน่นอนของภาษีการค้า และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน เป็นต้น รวมถึง สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอี สามารถประคับประคอง และเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้

ขณะเดียวกัน SME D Bank ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด

แบงก์กรุงเทพ ลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% ต่อปี

นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เป็น 6.45% จาก 6.50% ต่อปี

เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เป็น 6.60% จาก 6.75% ต่อปี และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เป็น 6.60% จาก 6.65% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายของภาครัฐ

นอกจากนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.05-0.10% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568

กรุงศรี ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25%

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “กรุงศรีพร้อมดูแลและให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตและส่งเสริมความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม”

กรุงศรีปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนี้

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) ปรับลดลง 0.10% จาก 6.750% เป็น 6.650%

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate หรือ MOR) ปรับลดลง 0.25% จาก 6.725% เป็น 6.475%

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) ปรับลดลง 0.10% จาก 6.870% เป็น 6.770%

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยใหม่ดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ทีทีบี ลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.25% มีผล 23 ธ.ค.นี้

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ทีทีบีพร้อมอยู่เคียงข้างและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้าทุกกลุ่มในทุกสถานการณ์มาโดยตลอด ขณะที่ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น จากความท้าทายรอบด้าน ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และสภาพคล่องของภาคธุรกิจ

ทีทีบีจึงพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงสูงสุด 0.25% ต่อปี สำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย MLR MOR และ MRR มีผลตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกค้าบุคคลและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำที่ยังมีความเปราะบาง ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยประคองธุรกิจ การจ้างงาน และการดำรงชีวิตของประชาชนให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง