ธปท. กดปุ่มโครงการ ‘SMEs Credit Boost’ ลดความเสี่ยงเครดิต หนุนปล่อยกู้ใหม่แสนล้าน
วิทัย รัตนากร
ธปท.ผนึกคลัง-แบงก์ กดปุ่มโครงการ “กลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost” หนุนปล่อยสินเชื่อใหม่เข้าระบบ 1 แสนล้านบาท ชี้ลดข้อจำกัดด้านความเสี่ยงเครดิต จูงใจธนาคารปล่อยกู้ ดึงเงินกองทุน FIDF 2 หมื่นล้านบาท
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ขยายบทบาทเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจ ซึ่งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะไม่สามารถใช้ “ดอกเบี้ย” ในการแก้ปัญหา จึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะจุด โดยได้เริ่มโครงการแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อรายผ่านกลไกบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
และอีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญต้องเร่งแก้ไข คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเห็นการหดตัวติดลบสินเชื่อต่อเนื่อง 13 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลง และธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากมีต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) เพิ่มขึ้น

ดังนั้น จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ เนื่องจากเอสเอ็มอีมีการจ้างงาน 70% และมีส่วนสร้างจีดีพี 35% จึงไม่ควรปล่อยให้สินเชื่อหดตัวยาวนาน
โดย ธปท.ร่วมกับกระทรวงการคลัง และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ผลักดัน “โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อใหม่ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมายตาม “Reinvent Thailand” เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
ทั้งนี้ กลไกค้ำประกันสินเชื่อ จะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยเงื่อนไขจะผ่อนปรน และลดข้อจำกัดมากขึ้น จะเอื้อให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมถึงวงเงินการค้ำประกันจะค่อนข้างสูง โดยกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็กจะอยู่ 30% และขนาดกลาง 15-20% และวงเงินการปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ 100 ล้านบาท และขยายให้กับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ถึงที่ต้องการลงทุนใหม่ เช่น เทคโนโลยี AI และ Green เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ อย่างไรก็ดี สินเชื่อดังกล่าวไม่สามารถใช้เพื่อรีไฟแนนซ์เดิมได้
สำหรับเงินที่นำมาใช้ในกลไกค้ำประกันสินเชื่อ จะเป็นเงินที่มาจากเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นเงินกองทุนที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยลดเงินนำส่ง FIDF เล็กน้อยในปี 2569 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2569 และระยะเวลาโครงการอยู่ที่ 2 ปี โดยระยะเวลาการค้ำประกันอยู่ที่ 7 ปี รวมระยะเวลาการค้ำประกันสูงถึง 9 ปี
“เราคาดหวังว่าช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่าของวงเงินชดเชย ส่วนสินเชื่อใหม่จะกลับมาเป็นบวกได้เมื่อไร อาจจะไม่สามารถบอกได้ แต่จะเป็น 1 โครงการที่จะสินเชื่อบรรเทาให้สินเชื่อติดลบลดลง”
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการ SME Credit Boost เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในมาตรการ “Quick Big Win” เสาหลักที่ 3 ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่อง

แม้รัฐบาลได้อนุมัติซอฟต์โลน 100,000 ล้านบาท และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารรัฐ รวมวงเงินกว่า 267,000 ล้านบาทแล้ว แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้เงินไปถึงมือ SMEs ได้จริง ซึ่งปัญหาหลักไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย แต่เป็นความเสี่ยงด้านเครดิต ดังนั้น การมีกลไกค้ำประกันเสริมจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด
ทั้งนี้ รัฐบาล ธปท. และสถาบันการเงิน จะเดินหน้าประสานหลายมาตรการควบคู่กัน ทั้งซอฟต์โลน โครงการบีโอไอ การจัดซื้อจัดจ้าง และการค้ำประกัน เพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพและศักยภาพการแข่งขันของเอสเอ็มอี โดยคาดหวังว่าจะเริ่มเห็นผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจในปีหน้า แม้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องจากหลายโครงการร่วมกัน