ธุรกิจสภาพคล่องฝืดหนัก ผลประกอบการแย่-กำลังซื้อทรุด-หนี้บวม เผยบริษัทไทยถูกลดเครดิตมากขึ้น กดดันระดมทุน “หุ้นกู้-ไอพีโอ” ขายไม่ออก หุ้นกู้เสี่ยงผิดนัดเพิ่มขึ้น กลุ่มอสังหาฯ-รับเหมาน่าห่วง จับตายักษ์ ITD วิกฤตกระแสเงินสดเลื่อนไถ่ถอนหุ้นกู้ 1.4 หมื่นล้าน ลุ้น 4 แบงก์เจ้าหนี้ชี้ชะตา
“หุ้นกู้-สินเชื่อ” ติดลบ
แหล่งข่าวจากแวดวงสถาบันการเงินเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นกู้ (ตราสารหนี้เอกชน) ในปี 2569 ยังคงต้องระมัดระวัง ไม่เห็นสัญญาณที่จะฟื้นตัวชัดเจน โดยยอดคงค้างของหุ้นกู้ความเสี่ยงสูง (ไฮยีลด์บอนด์) ลดลงมาก เป็นภาพที่สะท้อนว่านักลงทุนระมัดระวัง เพราะบริษัทที่เปราะบางจะออกหุ้นกู้เสี่ยงสูงออกมาขายจำนวนมาก ๆ ได้ยากขึ้น เนื่องจากทุกคนระมัดระวังมากขึ้น เพราะนักลงทุนกังวลความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นกู้ในภาพมหภาค สถานการณ์ที่ผ่านมามีความคล้ายกับสินเชื่อของธนาคาร คือ “ไม่ขยายตัว” โดยปี 2568 ยอดคงค้างหุ้นกู้โดยรวมหดตัว -2% ขณะที่สินเชื่อแบงก์ถ้าไม่รวมสินเชื่อในภาครัฐก็ติดลบเช่นเดียวกัน ซึ่งการติดลบของยอดคงค้างหุ้นกู้ต่อเนื่องมาจากปี 2567 ที่ -2% ถือว่ายอดคงค้างหุ้นกู้ลดลง 2 ปีต่อเนื่อง
“หุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์มียอดคงค้างสูงสุดในปี 2566 แต่พอปี 2567 หดตัว -19% และปี 2568 หดตัว -42% ลดลงเยอะมาก แม้ว่าจะจ่ายดอกเบี้ยแพง แต่นักลงทุนก็ไม่กล้ารับความเสี่ยง ดังนั้น คำว่า Search for Yield ที่แบงก์ชาติเคยกังวล เมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ไม่มีแล้ว มีแต่ Search for Safety คือ แบงก์ก็ไม่ค่อยปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี แต่ถ้าเป็นรายใหญ่แข็งแรงก็แข่งขันสูงมาก แข่งกันดุเดือด เพื่อรักษายอดสินเชื่อคงค้างไว้”
ช่องทางระดมทุนยากขึ้น
แหล่งข่าวกล่าวว่า หากเจาะลงไปในรายบริษัท สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือ หรือมีศักยภาพในการเพิ่มทุน ก็ไม่น่าห่วง แต่หากเป็นบริษัทที่ขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่มีความสามารถในการเพิ่มทุน หรือแบงก์ไม่ช่วย ก็น่าจะลำบาก เพราะการเสนอขายหุ้นกู้ถ้าไม่ใช่เครดิตเรตติ้งระดับ A+ ก็ขายยาก สะท้อนภาพช่องทางการระดมทุนของธุรกิจที่ลดน้อยลง ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องมากขึ้น
“อย่างกรณีบริษัท MQDC ที่มียอดคงค้างหุ้นกู้ 5-6 หมื่นล้านบาท ก็มีแบงก์เข้าไปช่วย และล่าสุดก็มีการเพิ่มทุนอีก 2,500 ล้านบาท คือผสมผสานกันระหว่างเพิ่มทุนและมีแบงก์เข้าไปช่วย ฉะนั้น หุ้นกู้ MQDC เบื้องต้นก็ไม่น่ามีปัญหา ครบดีลก็น่าจะไถ่ถอน และจ่ายดอกเบี้ยได้ตามปกติ เพราะเป็นรายใหญ่ และผู้ถือหุ้นมีความสามารถในการเพิ่มทุน แต่ถ้าเป็นรายเล็กหน่อย หากแบงก์ไม่เข้าไปช่วย และไม่มีความสามารถในการเพิ่มทุน ก็น่าเป็นห่วง ซึ่งก็จับตาหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี บริษัทอสังหาฯหลายแห่งก็ยังไปได้ดี อย่างแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือแสนสิริ ก็ขายหุ้นกู้ได้ ไม่มีปัญหา แล้วจริง ๆ เซ็กเตอร์อื่นก็อาจจะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องได้เช่นเดียวกัน จากภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซา และคาดการณ์ว่าจีดีพีโตเพียง 1.5%”
ธรรมาภิบาล บจ. ต้นตอสำคัญ
แหล่งข่าวกล่าวว่า ผลกระทบตลาดหุ้นกู้มีมาตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน ที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯหลายแห่งมีปัญหาธรรมาภิบาล อาทิ หุ้น STARK ที่มีการปลอมแปลงเอกสาร ตกแต่งบัญชี และล่าสุดก็มี JKN แต่ปัญหาของหุ้นกู้ระยะหลังจะเป็นเรื่องปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจริง ๆ เป็นเรื่องปัญหาการบริหารสภาพคล่อง
สำหรับปัญหาธรรมาภิบาล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ต้องทำไป ลงโทษอย่างจริงจังไป ส่วนปัญหาพื้นฐานของบริษัท ธุรกิจก็ต้องแก้ไป ซึ่งก็ยังดีกว่าปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมาภิบาล เพราะอันนั้นทำให้ความเชื่อมั่นและบรรยากาศตลาดทุนแย่
ธุรกิจถูกลดเครดิต-ปรับงบดุล
แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตกันเยอะ ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ เพราะงบดุล (Balance Sheet) มีปัญหา ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อการเสนอขายหุ้นกู้ หรือขอสินเชื่อแบงก์ โดยปี 2568 คาดว่าถูกดาวน์เกรดประมาณ 40 ราย ส่วนปีก่อนหน้า 39 ราย นี่ตัวเลขเฉพาะของทริสเรทติ้งเท่านั้น ซึ่งน่าจะเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่เก็บตัวเลขมา
เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจนั้น ดังนั้น บริษัทต่าง ๆ ก็จำเป็นต้องลด Debt to Equity Ratio (อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น) หรือ Leverage Ratio (อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน) ต้องปรับลดค่าใช้จ่าย หรือกระบวนการลดภาระหนี้ทั้งหมด รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งก็พยายามปรับปรุงงบดุล ลดพึ่งพาเงินกู้ และให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มทุนมากขึ้น
ทั้งนี้ ก็เป็นไปตามสภาพที่เมื่อผลประกอบการไม่ดี ธุรกิจแย่ลง การตั้งรับ ก็ต้องปรับปรุงงบดุล ลดการพึ่งพาหนี้ เพื่อประคองอันดับความน่าเชื่อถือไว้ หรือถ้าดูจะเอาไม่อยู่ ก็ต้องให้ผู้ถือหุ้นใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาถึงจะไปต่อได้ ปัจจุบันการปรับงบดุล ลดพึ่งพาเงินกู้ ธุรกิจรายใหญ่ ๆ ก็ทำกัน ก็เป็นเรื่องที่ดีทำให้โครงสร้างการเงินแข็งแรงมากขึ้น
ระดมทุนยาก IPO ล้มเหลว
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะที่การออกหุ้นกู้ที่ยากขึ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ขณะเดียวกันภาพการระดมทุนเสนอขายหุ้น IPO (การเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก) ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ถือว่าล้มเหลวทั้งในแง่ของการเสนอขายและราคาหุ้น ซึ่งก็มีคำถามว่าต้องมีเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นในการคุมคุณภาพบริษัทที่จะเข้าระดมทุนหรือไม่
“สิ่งสำคัญเลย คือสื่อสารและต้องโปร่งใส ในแง่การให้ข้อมูลและกระจายแหล่งระดมทุน เช่น ไปหาพาร์ตเนอร์ หาแบงก์ หรือถ้าไปหาแหล่งทุนต่างประเทศได้ ก็ต้องไป อย่าง MTC (บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล) ที่มีเสนอขายหุ้นกู้ต่างประเทศเป็น Dollar Bond คือไปออกบอนด์นอกประเทศเลย แล้วก็จ่ายดอกเบี้ยแพงหน่อย กระจายแหล่งระดมทุนเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ”
ปีนี้หุ้นกู้ยังเสี่ยงผิดนัดชำระ
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดตราสารหนี้ปีที่ผ่านมา มีบริษัทที่ผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 8 ราย มูลค่ารวมกว่า 8,319 ล้านบาท และมีบริษัทขอเลื่อนกำหนดชำระหนี้ 21 ราย มูลค่ารวมกว่า 59,804 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่งผลให้ในปี 2569 ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดทั้งการผิดนัดชำระและการเลื่อนชำระหุ้นกู้เพิ่มขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะเติบโตเพียงประมาณ 1.5%
“ยังไม่สามารถบอกได้ว่าสถานการณ์จะหยุดเมื่อใด ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ โดยหลายบริษัทที่มีปัญหามาจากสภาพคล่องและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินทรัพย์อยู่แต่ขายไม่ออก หากเศรษฐกิจฟื้นก็จะเริ่มมีการขาย มีเงินสดไหลเข้า และสถานการณ์จะดีขึ้น”
โดย ThaiBMA คาดการณ์ว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้ในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 880,000-900,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอยู่ที่ราว 875,985 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 2 รุ่น รวม 6.34 ล้านบาท โดยบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขเหตุผิดนัดชำระดอกเบี้ยดังกล่าว และเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 บริษัทได้โอนชำระดอกเบี้ยบางส่วนจำนวน 2 ล้านบาทไปยังนายทะเบียนและตัวแทนชำระแล้ว ส่วนดอกเบี้ยส่วนที่เหลือ บริษัทจะดำเนินการชำระให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 มกราคม 2569
จับตาแบงก์อุ้ม ITD ต่อหรือไม่
สำหรับกรณี บมจ.อิตาเลียน-ไทย (ITD) ที่กำลังมีปัญหาจากเหตุการณ์อุบัติเหตุในการก่อสร้างซ้ำหลายครั้ง ขณะเดียวกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทก็ประสบปัญหาสภาพคล่องจนต้องมีการขอเลื่อนการไถ่ถอนหุ้นกู้จำนวน 5รุ่น มูลค่า 14,455 ล้านบาท มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2567 และล่าสุดเมื่อ 16 มกราคม 2569 ก็มีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอขยายระยะเวลาชำระหุ้นกู้ออกไปอีก 3 ปี พร้อมปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ยกเลิกการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และปรับโครงสร้างหนี้
โดยหุ้นกู้ทั้ง 5 รุ่น แบ่งเป็นรุ่นที่จะครบกำหนดชำระในปี 2569 จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ เดือน ก.พ. 2569 จำนวน 1 รุ่น มูลค่า 2,000 ล้านบาท และเดือน ธ.ค. 2569 จำนวน 2 รุ่น รวมมูลค่า 3,670 ล้านบาท ส่วนอีก 2 รุ่น จะครบกำหนดในช่วงปี 2570-2571
ทั้งนี้ จากข้อมูลโครงสร้างหนี้ของ ITD พบว่า 66% เป็นหนี้จากสถาบันการเงิน สะท้อนว่ายังมีธนาคารเป็นแหล่งซัพพอร์ตหลัก โดยเจ้าหนี้แบงก์หลัก 4 ราย คือ วงเงินรวม 2.4 หมื่นล้านบาท ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ 8,000 ล้านบาท, กสิกรไทย 6,000 ล้านบาท, แบงก์ไทยพาณิยช์ 6,000 ล้านบาท และธนาคารกรุงไทย 4,000 ล้านบาท ซึ่งต้องติดตามต่อว่ายังจะได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้สถาบันการเงินต่อเนื่องหรือไม่
ปมร้อน ITD หวั่นโดมิโน
แหล่งข่าวกล่าวว่า กรณีที่ของ ITD ที่เกิดปัญหาอุบัติเหตุซ้ำซาก และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการยกเลิกสัญญาและการขึ้นบัญชีดำ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาทางการเงินให้กับบริษัทมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องติดตามความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะ ITD ถือว่าเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ หากเกิดปัญหาก็อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้รับเหมาช่วงรายอื่น ๆ
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน ปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีของหุ้นกู้คือลามไปแล้ว เพราะต้องเลื่อนจ่ายไปเรื่อย ๆ เพราะหากไม่เลื่อนก็ต้องเข้าแผนฟื้นฟู และขอแฮร์คัตหนี้ โดยมองว่าแบงก์และบริษัทต้องหันหน้าเข้าหากัน ช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยคงจะต้องกลับมาพิจารณาว่าสถานการณ์หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจะกระทบกับสุขภาพทางการเงิน (Financial Healthy) ของบริษัทอย่างไรบ้าง และมูลค่าความเสียหายเท่าไร
“ต้องดูหากเกิดกรณีมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย บริษัทมีสภาพคล่องในการเยียวยาหรือไม่ และจะมีวิธีการบริหารอย่างไร เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ดีต่อทั้งบริษัท และผู้ถือหุ้น และธนาคารเจ้าหนี้ เพราะธนาคารคงไม่อยากสนับสนุนบริษัทที่มีปัญหาความปลอดภัยและชีวิตคนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วจะรับมืออย่างไร”
สำหรับในกรณีหุ้นกู้ที่ขอขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะก่อนหน้านี้มีการขอเลื่อนชำระหนี้ไปแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งบริษัทขอเลื่อนอีกก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะหากผู้ถือหุ้นกู้ไม่ยอมให้เลื่อนชำระหนี้ สุดท้ายบริษัทคงต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ และขอแฮร์คัต (ลดหนี้)
“เชื่อว่าหากบริษัทมีสภาพคล่อง และมีกระแสเงินสดเข้ามา บริษัทก็มีความตั้งใจชำระหนี้ ซึ่งปัจจุบันกระแสเงินสดอาจไม่เพียงพอชำระหนี้ แต่สามารถชำระได้เพียงค่าน้ำค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน เป็นต้น”