เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเวที “THE INVESTORS” ถอดบทเรียน “นักลงทุนตัวจริง” ลงทุนอย่างมีเป้าหมาย

28 ม.ค. 2569 | 14:27น.
อัสสเดช คงสิริ

อัสสเดช คงสิริ

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความท้าทายในการลงทุนปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประเดิมศักราชใหม่สำหรับสายลงทุน จัดเวที “THE INVESTORS” เปิดประตูสู่โอกาส เริ่มต้นเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง เมื่อวันเสาร์ 24 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

50 ปี ตลท. ถอดบทเรียนเซียนนักลงทุน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ในโอกาสที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ครบ 50 ปี ได้จัดทำหนังสือฉบับพิเศษ “THE INVESTORS : 50 Paths to Wealth” รวบรวมมุมมอง แนวคิด และข้อคิดจาก “นักลงทุน” 50 ราย ทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่

มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ และมุมมองการลงทุน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งเป็น “Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยส่วนสำคัญหนึ่งคือการเสริมพลังนักลงทุนไทย ผ่านการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการลงทุนได้ในทุกสถานการณ์

เซียน VI ถอดบทเรียน

ขณะที่เวทีสัมมนาพิเศษในหัวข้อ “The Value Code : เปิดแนวคิด พิชิตพอร์ตยั่งยืน” มี 3 กูรู VI ประกอบด้วย “ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง” นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (Thai VI), “ทิวา ชินธาดาพงศ์” นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย และ “อธิป กีรติพิชญ์” นักลงทุนเน้นคุณค่า เจ้าของเพจ นิ้วโป้ง Fundamental VI มาร่วมให้ข้อคิด เพื่อชวนนักลงทุนมาค้นหาเส้นทางการลงทุนในแบบตัวเอง ทำให้การลงทุนเป็นไปอย่างยั่งยืน และบรรลุเป้าหมาย

ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง
ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง

เริ่มจาก “ภาคย์ภูมิ” เปิดประเด็นว่า ต้องยอมรับว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทยจำนวนมากรู้สึกหมดหวังกับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากผลตอบแทนของดัชนี SET ในรอบทศวรรษติดลบเฉลี่ยราว 1.7% จากเกือบ 1,500 จุด ค่อย ๆ ไหลลงมาอยู่บริเวณประมาณ 1,300 จุด ความรู้สึกของนักลงทุนจำนวนมากเลยออกมาในโทนเดียวกัน คือ เหนื่อย หมดหวัง

และเริ่มตั้งคำถามว่า หุ้นไทยยังจำเป็นต้องอยู่ในพอร์ตมั้ย แตกต่างจากตลาดต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนรวมสูงมากในระยะยาว ถึงประมาณ 10 เท่าในรอบ 30 ปี แต่จากแนวคิด “ทฤษฎีลูกตุ้ม” จากหนังสือของ Howard Marks อธิบายว่า ตลาดหุ้นมีการแกว่งระหว่างความโลภและความกลัว ยิ่งแกว่งไปสุดทางใดมากเท่าใด โอกาสการแกว่งกลับก็ยิ่งแรงมากขึ้น

พร้อมชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะ S&P 500 อยู่ในระดับมูลค่าที่สูง จากข้อมูลของ J.P. Morgan Asset Management แสดงให้เห็นว่า เมื่อค่า Forward P/E สูงขึ้น ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะ 10 ปีถัดไปจะลดลง โดยในระดับ P/E ประมาณ 23 เท่า ผลตอบแทนคาดหวังอาจเหลือเพียง 2% ถึงติดลบ 2% ต่อปี สะท้อนว่าผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถใช้ชี้วัดอนาคตได้

ตลาดหุ้นไทยยังมี “ผู้ชนะ”

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ภาพรวมจะดูซบเซา แต่ยังมีโอกาสลงทุน โดยจากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่ามีหุ้นกว่า 80 ตัวให้ผลตอบแทนมากกว่า 50% และ 37 ตัวให้ผลตอบแทนมากกว่า 100%

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากหุ้นที่มีกำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 5% ต่อปี ติดต่อกัน 10 ปี จากหุ้นทั้งหมด 561 ตัว พบว่ามี 95 ตัว และในจำนวนนี้มี 41 ตัวที่ EPS เติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมี “ผู้ชนะ” อยู่ แม้จะไม่เหมาะกับการลงทุนแบบซื้อดัชนีแล้วถือยาวเหมือนบางประเทศ

นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า กล่าวว่า โครงสร้างของตลาดหุ้นไทย เป็นแบบวัฏจักร หุ้นที่โตแรงจริง ๆ มีไม่เยอะ แต่ถ้าเราเลือกหุ้นที่กำไรโตจริง และซื้อในราคาที่ไม่แพงเกินไป โอกาสสร้างผลตอบแทนก็ยังมีอยู่

“อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องปรับคือวิธีคิด คือ 1.ให้ความสำคัญกับกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ เนื่องจากตลาดหุ้นมีทั้งฝีมือและโชคเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในระยะสั้น ผลลัพธ์ที่ดีจากกระบวนการที่ผิดอาจสร้างความมั่นใจที่ผิดพลาด ขณะที่กระบวนการที่ถูกต้องอาจยังไม่เห็นผลทันที”

2.พัฒนาความสามารถในการตัดสินใจ ผ่านการเพิ่มพูนความรู้จากภายนอก เช่น การอ่านงบการเงิน วิเคราะห์ธุรกิจ ศึกษาอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้ AI เป็นเครื่องมือในการตั้งคำถาม และการเรียนรู้จากกรณีศึกษา ควบคู่กับการพัฒนาความรู้จากภายใน ด้วยการทบทวนข้อผิดพลาดของตนเอง เช่น การทำบันทึกการลงทุน (Investment Diary)

และ 3.มองโลกในแง่ร้ายอย่างมีเหตุผล เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี AI และโครงสร้างประชากรสูงวัย พร้อมประเมินว่าหุ้นที่ถืออยู่จะยังอยู่รอดได้หรือไม่ในระยะยาว “ภาคย์ภูมิ” เล่าว่า ส่วนตัวในช่วงแรกของการลงทุนให้ความสำคัญกับตัวเลขและแบบจำลองมาก แต่เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นพบว่า “คุณภาพ” ของธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน กลยุทธ์ และโมเดลธุรกิจ มีความสำคัญมากกว่าตัวเลขเพียงอย่างเดียว

“หุ้นไทยยังไม่หมดหวัง หากนักลงทุนสามารถค้นหาโอกาสและเตรียมพอร์ตให้เหมาะสม พร้อมฝากข้อคิดให้ “Stay Humble” เปิดรับแนวคิดและรูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ ตระหนักว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ไม่รู้ในตลาดหุ้น และสิ่งที่อันตรายที่สุดคือ “ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ถึงแม้วันนี้ตัวเลขผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยอาจยังไม่หวือหวา แต่การพัฒนาวิธีคิด ความรู้ และวินัยในการลงทุน คือการเตรียมตัวรอจังหวะวันที่ลูกตุ้มเศรษฐกิจเหวี่ยงกลับมาอีกครั้ง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม หุ้นไทยยังมีความหวัง สำหรับคนที่เข้าใจมัน และลงทุนอย่างถูกวิธี”

“พอร์ตที่ดี ไม่สามารถเติบโตบนชีวิตที่พังได้”

ขณะที่ “ทิวา ชินธาดาพงศ์” นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า แนวคิดการลงทุนที่ยั่งยืนตามปรัชญาของ Charlie Munger คือ “จงเป็นคนมองโลกแง่ร้ายอย่างร่าเริง”

Charlie มองว่า การลงทุนควรเริ่มจากการหาคำตอบว่า นักลงทุนที่ล้มเหลว “ตายเพราะอะไร” แม้ตลาดทุนจะเปิดมานานกว่า 50 ปี แต่มีผู้ประสบความสำเร็จระดับมหาเศรษฐีเพียงไม่กี่สิบคน ขณะที่มีคนจำนวนมากหายไปจากตลาด สาเหตุสำคัญคือ 1.ความไม่รู้ การลงทุนตามคำบอกเล่าโดยไม่เข้าใจธุรกิจ ไม่อ่านงบการเงิน และไม่เข้าใจ Business Model ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนอย่างมั่นคง

ทิวา ชินธาดาพงศ์
ทิวา ชินธาดาพงศ์

2.ความโลภเกินตัว โดยเฉพาะการใช้มาร์จิ้นจากความเชื่อมั่นเกินพอดี เมื่อเกิดความผันผวนอาจรับไม่ไหวและถูกบังคับขายออกจากตลาด และ 3.หุ้นปั่นหรือหุ้นที่ไม่มีพื้นฐาน นักลงทุนรู้ว่าเป็นหุ้นปั่น แต่เข้าซื้อเพราะราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง และเชื่อว่าตนเองจะออกได้ทัน ซึ่งในความเป็นจริงย่อมมีวันที่ออกไม่ทัน

“ทิวา” สะท้อนว่า การสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยั่งยืน ไม่สามารถแยกออกจากการใช้ชีวิตได้ เพราะพอร์ตที่ดี ไม่สามารถเติบโตบนชีวิตที่พังได้

โดยอ้างอิงแนวคิดของ Charlie Munger ดังนี้ 1.ความอิจฉา เป็นบาปที่โง่เขลาที่สุด เพราะทำให้ไม่มีวันมีความสุข 2.การเลือกคู่ชีวิตและคบมิตร หากศีลไม่เสมอกัน ควรค่อย ๆ ปรับจูนกัน ไม่ใช่บังคับหรือหลีกเลี่ยง

3.การระวังพฤติกรรมที่ทำลายชีวิต เพราะหากชีวิตพัง การลงทุนก็ไม่อาจสำเร็จ และ 4.การใช้จ่ายเกินตัวและการสร้างหนี้เพื่ออวดคนอื่น เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น โดยยกตัวอย่างการใช้เงินอย่างประหยัดแต่ยังคงภาพลักษณ์ที่เหมาะสม

5 สิ่งควร/ไม่ควรทำ “อยู่รอดก่อน รวยทีหลัง”

ด้าน “อธิป กีรติพิชญ์” เจ้าของเพจ นิ้วโป้ง Fundamental VI กล่าวว่า ตนนำประสบการณ์การลงทุนกว่า 20 ปีมาแบ่งปัน ภายใต้แนวคิด “อยู่รอดก่อน รวยทีหลัง” โดยมี 5 สิ่งที่ไม่ควรทำ และ 5 สิ่งที่ควรทำ เพื่อให้นักลงทุนสามารถอยู่ในตลาดหุ้นได้อย่างยั่งยืน

การลงทุนไม่ใช่เรื่องของความเร็ว แต่คือเรื่องของการอยู่รอดให้ได้นานพอเพราะถ้าเรายังอยู่ในเกมได้

อธิป กีรติพิชญ์
อธิป กีรติพิชญ์

สุดท้ายความมั่งคั่งจะตามมาเอง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยผ่านวิกฤตมาแล้วแทบทุกแบบ ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ฟองสบู่ดอทคอม วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ น้ำท่วมใหญ่ จนถึงโควิด

“การลงทุนในตลาดหุ้นคือการรับความเสี่ยง เป็นการนำเงินจริงไปวางเดิมพันกับโอกาส โดยกติกาของเกมคือ หากตัดสินใจถูกจะได้กำไร หากตัดสินใจผิดจะขาดทุน แต่สิ่งสำคัญคือการจัดการสถานการณ์เมื่อเกิดความผิดพลาด โดยมีหัวใจหลักของการลงทุนไว้ 2 ข้อ ได้แก่ 1.ต้องอยู่รอดในตลาดให้ได้นานที่สุด 2.ต้องทยอยลงทุน ไม่หักโหม”

สำหรับ 5 สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ 1.ห้ามลงทุนในธุรกิจที่อนาคตจะถูก Disrupt ตัวอย่างคือธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน ที่สุดท้ายแพ้โทรศัพท์มือถือ 2.ห้าม All-in การนำความมั่งคั่งทั้งหมดไปลงทุนในโอกาสเดียว แม้การ All-in จะทำให้รวยได้หากสำเร็จ แต่หากผิดพลาด มีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ต้องออกจากตลาดไปอย่างเงียบ ๆ

3.ห้ามลงทุนโดยไม่เข้าใจ Asset Allocation เปรียบเสมือนการจัดทีมฟุตบอล ไม่มีทีมใดที่มีแต่กองหน้า จำเป็นต้องมีผู้รักษาประตูและกองหลัง ซึ่งในพอร์ตลงทุน “ผู้รักษาประตูคือประกันชีวิต” กองหลังคือ “เงินสด ตราสารหนี้ พันธบัตร” ส่วนกองกลางอาจเป็นกองทุนผสม ทองคำ REITs และกองหน้าคือหุ้น

4.ห้ามลงทุนโดยคิดว่าตัวเองรู้ นักลงทุนไม่ได้ล้มเหลวเพราะไม่รู้ แต่ล้มเหลวเพราะคิดว่ารู้ และ 5.อย่าลงทุนจนเสียกำลังใจ ไม่ว่าการลงทุนจะขาดทุนเท่าใด นักลงทุนต้องยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยิ้มให้ตัวเองได้ นอนหลับได้ กินข้าวได้ และดูแลครอบครัวได้

สำหรับ “5 สิ่งที่ควรทำ” ประกอบด้วย 1.จัด Asset Allocation ให้เหมาะสมต้องมีเงินสดและตราสารหนี้ไว้เป็นฐานความมั่นคง เหมือนการจัดทีมฟุตบอล ต้องมีทุกตำแหน่ง ไม่ใช่มีแต่กองหน้า 2.แยกบทบาทสินทรัพย์ให้ชัด หุ้นไทยเหมาะกับการสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผล ส่วนหุ้นต่างประเทศเน้นการเติบโต และสามารถลงทุนผ่าน DR ได้

3.มองวิกฤตอาจเป็นทั้งโอกาสและความเสียหาย ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในศักยภาพการฟื้นตัวของประเทศ

4.อย่ายืนผิดฝั่งของอนาคต หลีกเลี่ยงการลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มถูก Disrupt และ 5.มีรายได้สม่ำเสมอเพื่อเติมพอร์ต การมี Cash Flow สม่ำเสมอคือ “อำนาจต่อรองกับตลาด”

ไม่จำเป็นต้องหยุดทำงานเมื่ออายุ 60 ปี แต่ควรมองหารายได้ต่อเนื่อง เพื่อใช้เติมพอร์ตการลงทุนได้ตลอดชีวิต