พบพนิต มองประกันสังคม โตแต่ไม่พออยู่รอด ชี้ต้องเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีกรอบ
พบพนิต ภุมราพันธุ์
อนุกรรมการด้านบริหารความเสี่ยง มองกองทุนประกันสังคม ยังเติบโตแต่ผลตอบแทนต่ำกว่าระดับที่ทำให้อยู่รอดในระยะยาว จำเป็นต้องขยับสู่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์นอกตลาด ควบคู่การวางกรอบบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็งและค่อยเป็นค่อยไป
พบพนิต ภุมราพันธุ์ อนุกรรมการด้านบริหารความเสี่ยง กล่าวในงานเสวนา “มองอนาคตลงทุน ประกันสังคม” กล่าวว่า ความถดถอยหรือเติบโตไม่ใช่ประเด็นใหญ่ เพราะตอนนี้กองทุนกำลังเติบโตแต่ยังไม่เพียงพอต่อการจ่ายภาระผูกพันในอนาคต เพราะฉะนั้นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนต้องไปเป็น SIA ใหม่ว่าต้องลงทุนนอกตลาด เพื่อผลตอบแทนที่เหลือเส้นผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องมีเพื่อความคงอยู่ เพราะฉะนั้นคำตอบคือ “เรากำลังเติบโต แต่เติบโตไม่พอที่จะอยู่รอด”
ในเรื่องความเสี่ยงที่มากขึ้นเพราะผลตอบแทนที่มากขึ้น เพราะกองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลกก็เป็นแบบนี้ ใช้ความเสี่ยงมากขึ้นแต่บางความเสี่ยงลดลง เพราะมีกองทุนที่ใหญ่มาก ๆ อยู่ในประเทศเราที่เปรียบเสมือน “ปลาใหญ่ที่โดนขังในแอ่งน้ำเล็ก ๆ” ซึ่งความเสี่ยงตรงนั้นจะลดลง และความเสี่ยงอีกอันคือการกระจายความเสี่ยงไปสินทรัพย์นอกตลาด แต่นั้นคือความเสี่ยงที่เราต้องรับเพิ่มขึ้นคือการลงทุนนอกตลาด คือความโปร่งใสในเรื่องราคาที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กรอบบริหารเดิมที่มีอยู่ไม่เพียงพอในการจำกัดความเสี่ยงการลงทุน เลยทำให้มีคำถามสินทรัพย์นอกตลาดที่ผ่านมา เราจึงจำเป็นต้องมีกรอบบริหารที่เข้มแข็งกว่าที่มีจำนวนมาก
พบพนิตเล่าว่า เห็นประเด็นการบริหารความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ยากขนาดนั้น ต้องมีละเอียดและความระมัดระวังมากขึ้น เพราะฉะนั้นกรอบต้องมีความชัดเจนว่าสินทรัพย์แบบนี้เรียกว่า คอล หรือคอลพลัส ซึ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นมา เพราะฉะนั้นกรอบบริหารความเสี่ยงสำคัญว่าวิธีการที่จะไปต่อข้างหน้าเป็นอย่างไร เวลาได้เงินมา 2% ของ 15% ของกองทุนก็ต้องค่อย ๆ โต เพราะไม่สามารถที่จะเอาเงิน 15% แล้วลงไปเที่ยวเดียวไม่ได้ เพราะ “ถ้าของใหม่ไม่เคยทำ เราก็ต้องค่อยเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ”
ดังนั้นสิ่งที่กำลังเสนอคือ เราต้องมีกรอบว่า “ความเสี่ยงต่ำสุดคืออะไร” ต้องมีการวางแผนการลงความเสี่ยงต่ำสุดก่อนแล้วไปความเสี่ยงที่รอบคอบแล้วค่อย ๆ โตไป หลักการณ์ที่เสนอไปว่าเราควรร่างไปในระเบียบเลยหรือไม่ ในการใช้ความเสี่ยงเราควรค่อยโตไป ยกตัวอย่าง การลงทุนนอกตลาดทั่วโลก ที่มีตลาดประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์ ประเทศไทยมีงบฯลงทุนอยู่ที่ 3-4 แสนล้านบาท เพียงเท่านั้น หากสามารถตัดกองทุนท็อป 10 มาก่อนแล้วลงทุนตรงนั้นก่อน ไม่จำเป็นต้องไปใหญ่ทั้งหมดก่อน
ซึ่งกรอบบริหารความเสี่ยงแบบนั้นอยากให้เขียนลงไปแต่คำตอบคือไม่สามารถใส่ไปในร่างระเบียบได้ เพราะยังไม่มีความชัดเจนยังไม่เพียงพอ ประเด็นแรกที่มีคือ การทำงานแบบมีข้อบังคับกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ กับเกณฑ์บริหารความเสี่ยงที่ยืดหยุ่น ที่จะมีความละเอียดอ่อนค่อนข้างเยอะ
แผนการลงทุนต้องมีความชัดเจน ไม่ควรที่จะถมทุกอย่างภายในวันเดียว ซึ่งในแผนการลงทุนควรเริ่มจากที่เรามีประสบการณ์ก่อน เพราะในการลงทุนนอกตลาดมีหลากหลายแบบ วิธีที่ยากที่สุดคือการลงทุนตรง เช่น การซื้อสินทรัพย์, ตึก, ดาต้าเซ็นเตอร์ตัวหนึ่ง แล้วลงทุนไป นั่นคือความยากสุด เพราะหากไม่รู้ราคา ในการที่กำเงินไปจ้างที่ปรึกษา คนประเมิน หรือทุก ๆ อย่าง เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง
ฉะนั้นการที่จะไปจึงจุดนั้นได้ ต้องมีความรู้ความชำนาญ เพราะมีสิ่งที่ง่ายกว่านั้นคือการลงทุนในกองที่เขามีอยู่แล้ว และมีผู้จัดการกองทุน ควรเริ่มจากเป็นส่วนหนึ่งในนั้นก่อน แล้วค่อย ๆ ศึกษาเพื่อเป็นอีกทางเลือก เพราะถ้าเราไม่ชัดเจนเรื่องแผนงานการลงทุน “การสร้างกรอบแผนงาน แต่เราไม่พร้อม” คือประเด็น ผลตอบแทนที่จะได้ 6% ขึ้นถึงจะอยู่ได้ ถ้าตอนนี้โดยเฉลี่ยแล้วไม่พอ เพราะเราอยู่ที่ 3% ซึ่งตอนนี้มีการลงทุนตราสารหนี้ควรซื้อ Hold Strategy ซึ่งในปีที่ผ่านมาทางกองทุนซื้อตราสารหนี้ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ถ้ารวมต่างประเทศอาจจะ 70%
ในขณะที่ทั้งโลกตอนนี้อยู่ที่ดอกเบี้ยขาลง ทุกคนลดดอกเบี้ย ซึ่งกองทุนตราสารหนี้ได้กำไรมากที่ทำให้ได้รับผลตอบแทนพุ่งขึ้นมา จริงแล้วไม่ใช่เพราะถือตราสารหนี้ไว้เพื่อกินคูปองคือสิ่งที่จะได้จริง ๆ แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยกำลังลงสามารถสร้างความกังวลกับผู้บริหารความเสี่ยงแบบผม” แต่ความเสี่ยงคือกองทุนจะอยู่หรือไม่ เพราะผลตอบแทนขั้นต่ำที่ทำให้กองทุนอยู่ได้