ยูโอบี มองเศรษฐกิจไทยปี’69 ขยายตัว 1.8% โตต่ำศักยภาพ 2.7% ห่วงเงินเฟ้อติดลบ ฉุดการบริโภค กระทบเศรษฐกิจ มองรัฐบาลใหม่ ควรเร่งผลิตภาพ-กระตุ้นการใช้จ่าย ย้ำเพดานหนี้ปริ่ม โจทย์ท้าทายรัฐบาล พร้อมแนะลูกค้ากระจายพอร์ตการลงทุน-เน้นหุ้นคุณภาพรับมือตลาดผันผวน
นายเอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดไทยหลังจากการเลือกตั้งนั้น สิ่งที่น่าจะเห็น คือ นโยบายการเงินและการคลัง เห็นการกระตุ้นและผ่อนคลาย โดยไทยมีความแข็งแรงในด้านอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยว จึงอยากเห็นการผลักดันนโยบายเรื่องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวรอบนอก ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวก รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลและการส่งผ่านนโยบายที่มีความสมูทราบรื่น โดยคาดว่าจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ตามที่ธนาคารคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% รวมถึงเป็นภาพบวกต่อตลาดหุ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมี Output Gap ของการเติบโตเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพที่มองไว้ 2.7% ภายใต้ความเสี่ยงของสังคมสูงวัยและความไม่แน่นอน จึงอยากให้โฟกัส 2 เรื่อง คือ 1.ผลิตภาพ (Productivity) ศักยภาพในการผลิต เพราะจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าไทยได้ เช่น อุตสาหกรรมอีวี และ Data Center ซึ่งไทยเป็นซัพพลายเชน แต่จะต้องมีศักยภาพ (Potential) ด้วย และ 2.การบริโภค จะเห็นวันนี้เงินเฟ้อลดลง -0.3% ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดีต่อเศรษฐกิจ หากคนหยุดใช้จ่ายและบริโภค รัฐบาลจำเป็นต้องกระตุ้นการใช้จ่ายให้ได้
ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อเพดานหนี้สาธารณะที่จะเกิน 70% จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 68% สะท้อนความยากเช่นกันในช่วงเวลาที่ต้องมีการลงทุนหรือกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จำเป็นต้องใช้เงิน ภายใต้รูมที่มีจำกัด เพื่อไม่ให้ทะลุ 70% แต่หากทะลุเพดานอาจมีผลต่อเรตติ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงหากดูรัฐมนตรีคลังคนก่อนพยายามรักษาระดับเพดานหนี้สาธารณะไม่ให้เกิน แต่ดุลยภาพที่ต้องการกระตุ้นและรักษาเพดานหนี้เป็นสิ่งที่ยาก
โดยในส่วนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ของตลาดหุ้นไทย จะเห็นว่าก่อนหน้านี้จากความไม่แน่นอนและเสถียรภาพการเมือง แต่ภาพในปัจจุบันรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น และเป็นรัฐบาลต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจ ดังนั้น หากนโยบายมีความต่อเนื่อง ทำให้เห็นเงินไหลเข้าต่อเนื่อง และเป็น Net Inflow ส่วนจะเข้ามาต่อเนื่องหรือไม่ขึ้นกับการฟอร์มทีมรัฐบาล การตั้งรัฐบาล และการดำเนินนโยบายด้วย
”ตัวเลขเศรษฐกิจเรามองไว้ที่ 1.8% แต่ศักยภาพเศรษฐกิจอยู่ที่ 2.7% แต่สิ่งสำคัญแม้ว่าภาครัฐจะทำนโยบายทันที แต่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจจะต้องใช้เวลา และตอนนี้เงินเฟ้อ -0.3% ต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ไว้ ทำให้ภาพไม่ดีต่อเศรษฐกิจ เพราะเงินเฟ้อต่ำ ทำให้คนหยุดบริโภค และร้านค้าต้องลดราคา โรงงานลดการผลิต ไม่จ้างงานกระทบเศรษฐกิจต่ออีก“
นายเอเบล ลิม กล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์และโอกาสในการลงทุนปี 2569 นั้น มองว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นประเด็นหลักที่ต้องจับตา และกลายเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพ การกระจายความเสี่ยง และความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุน มากกว่าการไล่ตามกระแสระยะสั้น
โดยตลาดสหรัฐ กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่มรายได้ต่ำเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ “K-shaped” ที่ความแตกต่างเชิงโครงสร้างเด่นชัดขึ้น แม้สหรัฐจะยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แต่การสนับสนุนเชิงนโยบายของจีนในอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังช่วยเร่งโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย
ขณะที่ จีนยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การกระจายการลงทุนระดับโลก ด้วยบทบาทหลักในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตขั้นสูง และการสื่อสาร ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของจีน ในดัชนี CSI 300 มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับ 11% ช่วยลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว
ดังนั้น ภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวน ยูโอบีแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ที่รอบคอบมากขึ้น ผ่านการกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาคและหลายประเภทสินทรัพย์เลือกลงทุนในบริษัทที่นำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงและสร้างมูลค่าได้ชัดเจน พร้อมเสริมพอร์ตด้วยสินทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ เช่น ตราสารหนี้คุณภาพและหุ้นปันผล เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า
“ธนาคารแนะนำลงทุนโดยให้น้ำหนักหุ้นในสหรัฐ มีความน่าสนใจ โดยหุ้นเทคโนโลยี และในกลุ่ม Fixed Income ตราสารหนึัที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของราคา รวมถึงให้น้ำหนักทอง ซึ่งคาดการณ์ราคาจะอยู่ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเรามีโซลูชั่นเสนอลูกค้าผ่าน 3 โปรดักต์ ทั้งกองทุนรวมที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ ตราสารหนี้ทั้ง Off Shore และ On Shore เพื่อป้องและรองรับความผันผวน“