รัดเข็มขัด…รับวิกฤต
Car fueling at gas station. Refuel fill up with petrol gasoline. Blur industrial gas storage tank and petroleum refinery plant. Petrol industry. Petrol price and oil crisis concept. Stock market graph
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : อำนาจ ประชาชาติ
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง “วิกฤต” เช่นเดียวกับทั่วโลก อันเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากสงครามไม่รู้จบที่สหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน จนเรื่องราวบานปลายยืดเยื้อ หาทางลงไม่เจอ จากเดิมที่คาดว่าจะปิดเกมได้เร็ว
ความยืดเยื้อที่เกิดขึ้น ดันราคาน้ำมันดิบให้ทะยานสูงทะลุ 100 เหรียญ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับขึ้น จนรัฐบาลต้องเลิกพยุงราคา เพราะรู้ดีว่า หากจะฝืนอุ้มราคาน้ำมันไปนาน ๆ คงไม่ไหว ยิ่งจะกระทบฐานะการคลังของประเทศ และเสี่ยงจะถูกปรับลดอันดับเครดิตได้
ยิ่งช่วงนี้สถาบันจัดอันดับเครดิตทยอยเข้ามาเก็บข้อมูลกันแล้ว ทางกระทรวงการคลังคงไม่กล้าไปท้าทาย เพราะหากถูกลดเครดิตจะหายนะยิ่งกว่า
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ตามมาจากการเลิกพยุงราคาน้ำมัน ก็คือราคาสินค้าอื่น ๆ ที่จะทยอยปรับขึ้นตาม (บางส่วนก็ชิงปรับราคาขึ้นไปบ้างแล้ว) เพราะรายจ่ายค่าพลังงานเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจหรือกิจการต่าง ๆ พุ่งขึ้น
เศรษฐกิจในภาพใหญ่มีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงยาวนานขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจไม่โต แต่เงินเฟ้อสูง)
เสียงเตือนให้รัฐบาลเร่งรับมือกับราคาสินค้าแพงดังมากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นพ้องกันว่า การเลิกตรึงราคาน้ำมันเป็นเรื่องที่ควรทำ พร้อมแนะให้รัฐใช้วิธีการอุดหนุนแบบเฉพาะจุด (Targeted Subsidy) แทน โดยช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และภาคขนส่งสาธารณะ แทนการอุดหนุนถ้วนหน้า
ซึ่งมาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมาล่าสุดก็คือ 7 มาตรการ ดูแลเฉพาะจุด มุ่งดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นสำคัญ
แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยอมรับแล้วว่า อยู่ในภาวะที่ต้อง “รัดเข็มขัด” จะใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้
ส่วนประชาชนอย่างเรา ๆ คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าต้อง “รัดเข็มขัด” เช่นเดียวกัน เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อยาวนานขนาดไหน ซึ่งยิ่งยืดเยื้อก็ยิ่ง “วิกฤต” ฉะนั้น ประมาทไม่ได้เด็ดขาด และคงต้องภาวนาให้สถานการณ์จบลงโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นก็มีโอกาสที่จะบอบช้ำกันทั้งโลก