ฝากเงินที่ไหนได้ดอกเบี้ยสูงสุด (ตอนจบ)

คอลัมน์ พินิจ พิเคราะห์

โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ www.facebook.com/Vikittichai

บทความที่แล้วผมได้แสดงให้เห็นถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของประเทศไทย ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง รวมทั้งได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงที่เกิดการลดค่าเงินบาทว่า สภาพเศรษฐกิจและดัชนีตลาดทรัพย์เป็นอย่างไรกันบ้าง

ผมคิดว่าโอกาสที่จะเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำอยู่ที่ 14% เหมือนกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งคงมีน้อยมาก ถ้าเกิดขึ้นจริงๆ นั่นหมายถึงว่าประเทศไทยเราคงจะใกล้เข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ เหมือนกับประเทศเกิดใหม่หลายประเทศในขณะนี้ ที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างเช่น อาร์เจนตินา เป็นต้น


ช่วงสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง ในขณะนั้นประเทศไทยเรามีกองทุนฟื้นฟู ที่ช่วยสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา แต่ก็ถือได้ว่าผลลัพธ์ไม่ดีเอาเสียเลย กว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เราต้องขาย Distressed asset ไปให้กับต่างชาติในราคาที่ถูกมากๆ และก็เป็นเวลาหลายปีเลยทีเดียว ที่คนไทยทั่วทั้งประเทศต้องจมอยู่กับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การว่างงาน ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ฯลฯ ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากปี พ.ศ.2551 โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

1. คุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน
2. เสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน
3. ดําเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และชําระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอน ใบอนุญาต

ต่อมาได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ.2559
ซื่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไป เปิดได้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว (ภาพที่ 1) เป็นจำนวนดังต่อไปนี้

จะเห็นได้ว่าจำนวนเงินคุ้มครองลดลงเรื่อยๆ คือจาก 25 ล้านบาท เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมปี 2558 จนมาถึงปัจจุบัน เหลือเพียงจำนวนเงินคุ้มครองเพียง 15 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวจะมีผลถึงเพียงวันที่ 10 สิงหาคม 2561 หลังจากนั้นวันที่ 11 สิงหาคม 2561 ถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2562 วงเงินคุ้มครองจะเหลือเพียง 10 ล้านบาท และจะลดไปเป็น 5 ล้านบาทตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2562 จนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 และในที่สุดจะลดวงเงินคุ้มครองเหลือเพียง 1 ล้านบาทโดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

แต่จำนวนเงินดังกล่าว เป็นจำนวนเงินต่อ 1 บัญชีธนาคาร ดังนั้นผู้ฝากเงินก็ยังสามารถที่จะแตกเงินฝากไปไว้ที่หลายๆสถาบันการเงิน เพื่อจะให้เงินฝากของตนได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวน ปัจจุบันนี้มีสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองเงินฝากของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่เป็นธนาคารอยู่ 30 แห่ง บริษัทเงินทุน 2 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์อีก 3 แห่ง

ดังนั้นถ้าผู้ฝากมีเงินฝากอยู่เป็นจำนวนเงิน 350 ล้านบาท ต้องการที่จะฝากเงินเป็นระยะเวลา 1 ปี ก็สามารถแบ่งเงินฝาก เป็นบัญชีละ 10 ล้านบาท มาฝากถาบันการเงินทั้ง 35 แห่ง ก็จะทำให้จำนวนเงินฝากทั้งหมดได้รับการคุ้มครอง โดยสามารถดูรายชื่อสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ได้จากเว็บไซต์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก http://www.dpa.or.th/

สำหรับผู้ที่มีเงินฝากไม่มากขนาดนั้น สมมุติว่ามีเงินฝากอยู่ที่ 50 ล้านบาทและต้องการที่จะฝากเงินในช่วงระยะเวลา 1 ปี ผมแนะนำให้สถาบันการเงินขนาดเล็ก 5 บริษัทที่เป็นบริษัทเงินทุน 2 บริษัท และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 3 บริษัท ซึ่งสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งนี้ จะให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ในเมื่อเรามีกฎหมายเรื่องคุ้มครองเงินฝากแล้ว ทำไมเราไม่ใช้ประโยชน์จากกฎหมายนี้กันครับ เท่าที่ผมเช็คดูจากเว็บไซต์ของสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่ง อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะอยู่ที่ประมาณ 2%-3.25% เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ซึ่งให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 1.5% เท่านั้น สมมุติว่าท่านนำเงินฝากของท่าน 50 ล้านบาท แยกไปฝากกับ 5 สถาบันการเงินขนาดเล็กจะได้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.65% 1 ปีผ่านไปท่านจะได้รับดอกเบี้ย 1,325,000 บาท ในขณะที่พระท่านนำเงินฝากดังกล่าว ไปฝากเงินกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ท่านจะได้รับดอกเบี้ยเพียง 750,000 บาทเท่านั้น

จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยที่ได้รับต่างกันเกือบเท่าตัว โดยดอกเบี้ยดังกล่าวยังไม่ได้หักภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งอยู่ที่อัตรา 15 เปอร์เซ็นต์นะครับ ผู้มีเงินฝากไม่ต้องกลัวเลย ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่สถาบันการเงิน ที่ฝากเงินต้องปิดกิจการไป สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะเป็นคนรับผิดชอบตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (ฉบับที่ ๒) ปี พ.ศ.2560 ข้อความ มาตรา ๕๓ “ให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก จ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินภายในระยะเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต”

ดูแล้วก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันนะครับสำหรับคนวัยเกษียณที่มีเงินออมน้อยกว่า 20 ล้านบาท นั่นหมายถึงท่านจะได้ดอกเบี้ยเงินฝากเพียง 530,000 บาท ซึ่งหลังจากหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากแล้วจะเหลือเพียง 450,500 บาทเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ย 37,541.67 บาทต่อเดือน และยิ่งแล้วไปใหญ่ถ้าท่านเลือกที่จะฝากเงินกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ท่านจะได้เงินดอกเบี้ยเพียง 300,000 บาทซึ่งเมื่อหักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากไปแล้ว จะเหลือเพียง 255,000 บาทเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ย 21,250 บาทต่อเดือน ยิ่งถ้าดอกเบี้ยเป็นแหล่งรายได้อย่างเดียวของท่าน ก็น่าหนักใจอยู่นะครับกับภาวะค่าครองชีพในสมัยนี้

 

คลิกอ่าน >> ฝากเงินที่ไหนได้ดอกเบี้ยสูงสุด (ตอนที่ 1)