9 แบงก์โชว์กำไร Q1 4.7 หมื่นล้าน พ่วงหนี้เสียเพิ่ม

ทิศทางผลดำเนินงานงวดไตรมาส 1/62 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย (แบงก์) จำนวน 8 แห่ง (ไม่รวมธนาคารกรุงศรีอยุธยา) มีกำไรรวม 34, 590 ล้านบาท ลดวูบ 13.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) สาเหตุที่แบงก์ส่วนใหญ่กำไรลดลง เพราะมีค่าใช้จ่ายตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานจากกฎหมายแรงงานใหม่

ขณะที่ด้านรายได้รวม พบว่ารายได้จากดอกเบี้ย “เพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นผลจากสินเชื่อขยายตัว บางแบงก์มีส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ขยับดีขึ้น แต่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยก็ยังลดลงอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) ทำธุรกรรมโอนเงินช่องทางดิจิทัล ที่ยกเลิกเก็บค่าบริการ

ด้านหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) พบว่า 8 แบงก์ มี NPL รวมกัน 2.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 3.5 พันล้านบาทหรือ 1.23% โดยแบงก์ที่เพิ่มขึ้นสูงได้แก่ ธนาคารทหารไทย (TMB) บมจ.แอลเอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHFG) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ส่วนค่าใช้จ่ายตั้งสำรองหนี้สูญในไตรมาสแรกส่วนใหญ่ลดลง ยกเว้นแบงก์ไทยพาณิชย์

ส่วนความแข็งแกร่งฐานะทางการเงินพบว่า ธนาคารต่าง ๆ มีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ระดับสูง และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) สูงเกินเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

โดยนายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ไตรมาสแรกปีนี้ ธนาคารมีกำไรลดลง 6.7% YOY โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 1,556 ล้านบาท หรือ 6.57% ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ดอกเบี้ยรับของเงินให้สินเชื่อ และเงินลงทุน ทำให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 3.32% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจำนวน 2,871 ล้านบาท หรือ 19.00% ซึ่งเป็นผลจากการยกเลิกค่าฟีการโอนเงินผ่านช่องทางดิจิทัล และรายได้สุทธิจากการรับประกันภัย (แบงก์แอสชัวรันซ์) ที่ลดลง

ส่วนเอ็นพีแอลของเคแบงก์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.44% เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ โดยการลดปริมาณการขายหนี้บางส่วนและบริหารจัดการเอง ซึ่งน่าจะได้รับการชำระคืนสูงกว่าในระยะยาว

ฝั่ง ธนาคารไทยพาณิชย์ Q1/62 มีกำไรสุทธิลดลง 19% จาก YOY โดยจะมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 24,713 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จาก YOY เนื่องมาจากสินเชื่อของธนาคารโต 3% ซึ่งเป็นผลจากธนาคารอยู่ระหว่างปรับพอร์ตสินเชื่อและเริ่มขยายสินเชื่อในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย “ลดลง” 18%

ส่วนเอ็นพีแอลดีขึ้นอยู่ที่ 2.77% แต่มีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น

“ธุรกิจหลักของธนาคารยังคงขยายตัวได้ดีและมีศักยภาพในการเติบโตที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากผลลัพธ์ของโครงการ transformation ที่ปรากฏเด่นชัดขึ้น รวมถึงจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการบนดิจิทัลแพลตฟอร์มของธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCB กล่าว

ธนาคารกรุงเทพ (BBL) รายงานว่า มีกำไรสุทธิราว 9,028 ล้านบาท เพิ่มเล็กน้อย 0.3% YOY แม้รายได้จากดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 6.9% และส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.48% แต่สินเชื่อลดลง 2.6% เนื่องจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคลที่ลดลง

ขณะที่รายได้มิใช่ดอกเบี้ยลดลงถึง 28% เนื่องจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลง จากผลของการยกเว้นค่าฟีการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล และค่าฟีจากการอำนวยสินเชื่อ สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 3.1% ส่วน NPL ของแบงก์กรุงเทพอยู่ที่ 3.5%

มาที่แบงก์ขนาดกลาง สำหรับ 2 แบงก์ คือ ธนาคารทหารไทย (TMB) กับ ธนาคารธนชาต (TBANK) ที่อยู่ในขั้นตอนควบรวมกิจการนั้นปรากฏว่า TMB ทำกำไรออกมาต่ำเกินคาด โดยอยู่ที่ 1,579 ล้านบาท ลดวูบ 30.75% YOY และลดลงราว 7.2% จากไตรมาส 4/61 (QOQ) ซึ่งรายได้จากการดำเนินงานลดลงถึง 8.8% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องมาจากรายได้มิใช่ดอกเบี้ยที่ลดลงสูงราว 12.9% ตามภาวะรายได้ค่าฟีและบริการสุทธิที่ชะลอลงต่อเนื่อง

ด้านรายได้ดอกเบี้ยของ TMB ทรงตัว แม้ว่า NIM จะดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.89% โดยเงินฝากเติบโต 1.8% สินเชื่อรวมเพิ่มเล็กน้อย 0.2% ซึ่งพบว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยโตมากสุด 6% แต่สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่และเอสเอ็มอีขนาดกลางกลับ “ลดลง” ส่วน NPL 2.81% ด้านการตั้งสำรองหนี้ฯอยู่ที่ 1,839 ล้านบาท และได้ตัด write off (หนี้สูญ) เพิ่มเป็นจำนวน 2,500 ล้านบาท

ส่วนแบงก์ธนชาต ไตรมาสแรกที่ผ่านมา กำไรสุทธิลดลงราว 3.4% เทียบ YOY สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายทางภาษีเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีของธนาคารได้หมดไปตั้งแต่ พ.ค. 61 แต่หากกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 18.70% ซึ่งสินเชื่อเช่าซื้อยังโต 3.71% YOY ส่วน NPL ยังอยู่ระดับ 2.19%

ส่วนล่าสุดที่แจ้งงบ คือธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) แจ้ง Q1/62 กำไรสุทธิสูงสุด 1.27 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 104% จาก YOY โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 95.5% เนื่องจากมีบันทึกกำไรจากการขายหุ้น 50% ในบริษัทเงินติดล้อ ทำให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยพุ่งขึ้นสูง และหากไม่รวมกำไรดังกล่าวและค่าใช้จ่ายชดเชยเกษียณอายุตามกฏหมายแรงงานใหม่ BAY ก็มีกำไรจาการดำเนินงานราว 6.9 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสูงสุดประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นทั้ง YOY และ QOQ

ทั้งนี้ หลัง BAY โชว์กำไรพุ่ง ช่วยดึง 8 แบงก์แรกที่ติดลบ 13% พิกมาเป็นบวกทันที โดยรวม 9 แบงก์ กำไรรวม 47,327 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.63% ส่วนเอ็นพีแอลรวม 3.29 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.40%

ขณะนี้เหลือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่ลุ้นจะออกมาตามที่นักวิเคราะห์คาดหรือไม่ ซึ่ง บล.เอเซีย พลัส คาดว่ากำไรสุทธิ 5,206 ล้านบาท ลดลงทั้ง YOY นอกจากนี้ ยังมีธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) ที่โบรกเกอร์ยกนิ้วให้เป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนจากเงินปันผลดี

Previous articleดาวกับดวง วันจันทร์ที่ 22 เมษายน 2562 โดย พิมพ์พรร
Next articleSeektour ขยับรุก B2C เปลี่ยนสงครามราคาสู่ “คุณภาพ”