เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

บลจ.ยูโอบีชี้เทรนด์กองทุนทั้งระบบโตดี เผย4เดือนโตแรงกว่าอุตฯ ลั่นปีนี้ทะลุเป้า15%-ก.ค. งัด”คิวอาร์โค้ด”รับชำระค่าซื้อกองทุน

17 มิ.ย. 2562 | 16:41น.

บลจ.ยูโอบี เผยปีนี้ธุรกิจกองทุนทั้งระบบพลิกโตดีกว่าปีก่อนที่ชะลอตัว โล่ง 4 เดือนแรกตุนยอดหนุนโต 7% เด้งนำอุตสาหกรรม คาดทั้งปีขยายตัวเกินเป้าหมายที่ 15%-ก.ค. เปิดบริการ “คิวอาร์โค้ด” ชำระค่าซื้อกองทุน ป้อนลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 2.24 แสนล้านบาท เติบโต 7% สูงกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้งระบบที่อยู่ระดับ 5% (ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุนหรือ AIMC) ซึ่งเป็นการเติบโตจากธุรกิจกองทุนรวมที่ขยายตัวได้กว่า 4% โดยล่าสุด (ณ สิ้น เม.ย.62) มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ที่ 1.46 แสนล้านบาท ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เพิ่มขึ้นราว 21% จากสิ้นปีที่แล้ว โดย AUM สิ้น เม.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 5.56 หมื่นล้านบาท และเมื่อเดือน พ.ค. 62 บริษัทได้บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (กสจ.) ประเภทกองทุนผสม อีกแห่งหนึ่ง

“ภาพรวมธุรกิจกองทุนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ดีกว่าปีที่แล้วที่โตช้า ปีที่แล้วผลประกอบการติดลบเกือบหมด แต่ปีนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ดีทีเดียว ส่วนของยูโอบี โชคดีที่โตสูงกว่าอุตสาหกรรม และช่วงที่เหลือในปีนี้ก็คิดว่า ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง และอาจทำได้เกินเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 15% ด้วย โดยยังเป็นการเติบโตจากกองทุนรวมที่ออกใหม่และกองเก่า” นายวนากล่าว

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ นายวนากล่าวว่า ขณะนี้บริษัทเตรียมจะเปิดบริการออนไลน์การรับชำระเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนด้วยระบบ “QR code” ประมาณเดือน ก.ค.62 นี้ ซึ่งจะรองรับการชำระค่าซื้อหน่วยลงทุนได้จากธนาคารชั้นนำหลายแห่ง รวมทั้งบริษัทมีแผนจะเน้นการรักษาและดูแลกลุ่มลูกค้าในแต่ละ segment อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการและวัตถุประสงค์ในการลงทุนของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งในรูปแบบสัมมนาการให้ความรู้ คำแนะนำทางการเงินและกองทุนรวม รวมไปถึงจัดกิจกรรมความบันเทิงต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างความหลากหลาย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า

ส่วนการขยายตัวของธุรกิจกองทุนรวมในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา กองทุนรวมเติบโตจากการออกกองทุนใหม่ 5 กองทุน โดยมียอดขายรวมกันอยู่ที่กว่า 3.49 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีกองทุนรวมเดิมที่ขยายตัวโดดเด่นตั้งแต่ต้นปีนี้ ได้แก่ กองทุนเปิด โกลบอล ควอลิตี้ โกรท ฟันด์ (UGQG) มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร(AUM) อยู่ที่ 465 ล้านบาท เติบโตถึง 213%จากสิ้นปีก่อน กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ไดนามิค บอนด์ ฟันด์ (UDB) มี AUMอยู่ที่ 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% และกองทุนเปิด ยูไนเต็ด เฟล็กซิเบิ้ล อินคัม ฟันด์ (UFIN) มี AUM ราว 3,048 ล้านบาท โต 48% ส่วนธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล ล่าสุดได้เข้าบริหารกองทุนส่วนบุคคล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเภทกองทุนผสม (ตราสารหนี้ – ตราสารทุน)

“ในช่วงที่ผ่านมา บลจ.ยูโอบี ได้เสนอกองทุนรวมที่มีความหลากหลาย ทั้งกองทุนตราสารทุน กองทุนตราสารหนี้ กองทุน RMF แก่ผู้ลงทุน เพื่อเป็นทางเลือกในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนและกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนจากสภาวะตลาดการลงทุนโลก และเศรษฐกิจโลกที่มีการชะลอตัว “นายวนากล่าว

ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ และการลงทุนในขณะนี้ บลจ.ยูโอบี มีมุมมองว่าสภาวะการลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งประเด็นหลักมาจากเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน (เทรดวอร์) ที่มีท่าทีว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีก ล่าสุดสหรัฐฯพร้อมขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากจีนอีก หากจีนไม่ให้ความร่วมมือ ส่วนทางด้านรัฐบาลจีนได้ออกมากล่าวเตือนบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ให้เตรียมรับมือถึงผลกระทบระยะยาว หากบริษัทเหล่านี้ยกเลิกการทำธุรกิจกับบริษัทจีน ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ จากประเด็นดังกล่าวมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้สามารถเติบโตได้ในระดับปานกลาง แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลง และส่งผลให้ตลาดทุนมีความผันผวนสูงขึ้น

“อย่างไรก็ตามธนาคารกลางในประเทศต่างๆ เล็งเห็นถึงความเสี่ยงของการเจรจาการค้า จึงเริ่มดำเนินการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน โดยตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯอาจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกสองครั้งในปีนี้ ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงจาก 4% มาเป็น 3.8% ในปีนี้ เนื่องจากอุปสงค์ต่างประเทศชะลอลงตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการของไทย มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ” นายวนากล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บลจ.ยูโอบี