บลจ.ยูโอบีประกาศปีนี้ปั๊มกองทุนโตทะลุเป้า 15% คลอดกองทุนใหม่ล่าสุดขาย “UOB3Y2” ชูบริหารติดลบได้ “เงินต้นคืน” พร้อมจับลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เปิด 3 พอร์ตลงทุนหลบภัยเทรดวอร์-ผันผวน ก.ค.เปิดตัวคิวอาร์โค้ด “รับชำระค่าซื้อกองทุน”
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปีนี้ ธุรกิจกองทุนรวมทั้งระบบเติบโตดีกว่าปีที่แล้ว โดยช่วง 4 เดือนแรกอุตสาหกรรมกองทุนโต 5% (ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน) ขณะที่บริษัทสามารถทำยอดมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เติบโตสูงถึง 7% มูลค่าอยู่ที่ 2.24 แสนล้านบาท ดังนั้น ในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะเติบโตระดับ 15% จากการออกกองทุนใหม่ และจากกลุ่มสถาบันลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ที่เข้ามาใหม่
“ธุรกิจกองทุนรวมทั้งระบบปีที่แล้วผลประกอบการติดลบเกือบหมด แต่ปีนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้ดีทีเดียว ซึ่งปีนี้ยูโอบีโชคดีที่โตสูงกว่าอุตสาหกรรม และเดือนกรกฎาคมนี้เราจะให้บริการออนไลน์การรับชำระเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนด้วยระบบ QR code ซึ่งจะรองรับการชำระค่าซื้อหน่วยลงทุนได้จากธนาคารชั้นนำหลายแห่ง จะเป็นการเจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่” นายวนากล่าว
ทั้งนี้ ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ บลจ.ยูโอบีขยายตัวสูง 7% เป็นผลมาจากส่วนของกองทุนรวมเติบโต 4% โดยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ที่ 1.46 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังเปิดขายกองใหม่ยูไนเต็ด ไดนามิค บอนด์ คอมเพล็กซ์ รีเทิร์น ฟันด์ 3Y2 หรือ UOB3Y2 อายุลงทุน 3 ปี ซึ่งจะเป็นกองที่ downside จำกัด-upside1 ไม่จำกัด คือ หากลงทุนแล้วติดลบลูกค้าจะได้เงินต้นคืน และหากบริหารแล้วผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ลูกค้าจะได้รับส่วนนี้เช่นกัน ถือว่ามีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าปกติ เริ่มขาย 17-25 มิ.ย.นี้
นางสาวรัชดา ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการสายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี กล่าวว่า ปีนี้ภาวะสงครามการค้ามีความรุนแรงสูงขึ้น ซึ่งตลาดหุ้นจะผันผวนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วง ทำให้การให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการลดความเสี่ยงและความผันผวนจากด้านหุ้น ซึ่งจะมี 3 สูตรจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการกระจุกตัวของพอร์ต
โดยสูตรแรก conservative (ระมัดระวังความเสี่ยงมาก) จะให้น้ำหนักลงทุนกองทุนตราสารหนี้ 40% ตามด้วยกองทุนผสม 20% กองทุนสภาพคล่อง 20% กองทุนทางเลือก 15% และกองทุนหุ้น 5% ซึ่งคาดว่าผลตอบแทนจะอยู่ที่ 3.8% ความเสี่ยงจากความผันผวนอยู่ที่ระดับต่ำ 1.8% ส่วนสูตรสอง moderate จะเน้นกองทุนหุ้น และกองทุนผสมอย่างละ 26% ตามด้วยกองทุนตราสารหนี้ 20% กองทุนทางเลือก 18% กองทุนสภาพคล่อง 10% คาดผลตอบแทนขึ้นมา 5.9% พร้อมกับความเสี่ยงเพิ่มเป็น 4.1% สูตรสาม “aggressive” ให้น้ำหนักกองทุนหุ้น 60% และกองทุนผสม 25% และกองทุนทางเลือก 15% คาดผลตอบแทนขึ้นมาเป็น 7.9% ตามด้วยความเสี่ยงสูง 7.2%
“เราแนะนำการลงทุนในกองทุนที่มีการกระจายตัวของสินทรัพย์ และเน้นหุ้นคุณภาพสูงเป็นหลัก สำหรับการลงทุนในรายประเทศหรืออุตสาหกรรมเฉพาะตัว จะมีความผันผวนสูงแต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นได้”