ดอกเบี้ยสหรัฐเปลี่ยนทิศ แล้วดอกเบี้ยไทยจะอย่างไร ?

ดอกเบี้ยสหรัฐเปลี่ยนทิศ แล้วดอกเบี้ยไทยจะอย่างไร ?

คอลัมน์ สถานีลงทุน

โดย นิธิพงศ์ ทวีสิทธิ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

เป็นเวลากว่า 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่การเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยมีปัจจัยหลักจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง จนดันให้เส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ของพันธบัตรรัฐบาล (bond yield) สหรัฐปรับขึ้นตลอดทั้งเส้น แต่จากนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ที่ทำให้เกิดผลกระทบและแรงกดดันต่อภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ จนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดสัญญาณการเปลี่ยนทิศของ bond yield สหรัฐ จากขาขึ้นกลายเป็นขาลง เหตุจากความกังวลที่ว่าใกล้ถึงกำหนดเส้นตายที่สหรัฐจะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน แต่ก็ยังไร้ข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกัน ทางประธานเฟดเองก็เผยว่า ดอกเบี้ยนโยบายกำลังเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลาง ซึ่งบ่งชี้ว่าโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยเริ่มน้อยลง ส่งผลให้ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี bond yield สหรัฐ รุ่นอายุมากกว่า 1 ปี ปรับลดลงถึง 36-47 bps

ต่อเนื่องมาในปี 2019 การเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ยังคงยืดเยื้อและทวีความตึงเครียดมากขึ้น จนกระทั่งเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สหรัฐมีแนวทางการเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ที่จะทำให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคของสหรัฐมีต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการฉุดการบริโภคและการลงทุนโดยรวมของสหรัฐให้ลดลง ก่อให้เกิดความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงต่อเนื่องไปยังตลาดการเงิน ทั้งนี้ ผลการประชุมของเฟด เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ถึงแม้จะให้คงดอกเบี้ยนโยบาย แต่เฟดได้แสดงท่าทีว่าอาจจะปรับลดดอกเบี้ยราว 0.50% ในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเสมือนเป็นการส่งสัญญาณ end game ของดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้ bond yield สหรัฐ รุ่นอายุตั้งแต่ 1 ปีเป็นต้นไป ปรับลดลงอย่างรวดเร็วอีกครั้งถึง 40-57 bps ในช่วงพฤษภาคมถึงสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นอายุ 10 ปี ที่ลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง มีค่าอยู่ที่ 2% ทั้ง ๆ ที่ช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยังเคลื่อนไหวอยู่แถว 3%

กระแสลมเปลี่ยนทิศของดอกเบี้ยสหรัฐได้ก่อให้เกิดกระแสลมกลับทิศในประเทศอื่น ๆ ด้วย เช่น ช่วงราวต้นเดือนพฤษภาคม ธนาคารกลางมาเลเซียปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มายืนที่ 3.00% และธนาคารกลางฟิลิปปินส์ก็ปรับลง 0.25% เช่นกัน มาอยู่ที่ 4.50% bond yield 10 ปีของทั้งสองประเทศปรับลดลงไป 15 bps และ 85 bps ตามลำดับ ในช่วงพฤษภาคมถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ส่วนประเทศไทย bond yield 10 ปี ได้ปรับลดลงไป 39 bps แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ในเดือนมิถุนายน

สำหรับระยะต่อไป เมื่อพิจารณาทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ ร่วมกับบริบททางเศรษฐกิจของไทย เช่น อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สูง และแนวโน้มเงินบาทแข็งค่า จึงคาดว่า bond yield 10 ปีของไทยมีโอกาสจะปรับลดลงได้อีกเล็กน้อย ก่อนการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนดอกเบี้ยนโยบายก็ดูเหมือนว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีแรงกดดันมากขึ้นในการปรับลดดอกเบี้ย ซึ่ง กนง.คงต้องรอดูข้อมูลและประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่คาดว่าไม่น่าจะฝืนกระแสลมไปได้นานสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อประธานเฟดได้มีการส่งสัญญาณถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้นี้ ในการแถลงการณ์ต่อสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 10 ก.ค.

ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนที่สุดในช่วงที่ผ่านมา


QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์ @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ