บาทอ่อนค่าเล็กน้อย จับตาสัปดาห์หน้า ‘ความกังวลเจรจาการค้าฯ-ประชุมโอเปก-ประท้วงในฮ่องกง’

แฟ้มภาพ
เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปิดสัปดาห์นี้ที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 เดือน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ตลอดสัปดาห์ โดยเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ หลังประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และจีนต่างแสดงท่าทีเชิงบวกต่อโอกาสการเกิดดีลการค้าเฟสแรกระหว่าง 2 ประเทศ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด (อาทิ จีดีพีไตรมาส 3 และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนต.ค.) ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวกลับมาแข็งค่าได้เป็นระยะในระหว่างสัปดาห์ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ-และจีน โดยเฉพาะในประเด็นฮ่องกงและการเจรจารายละเอียดของดีลการค้า ขณะที่เส้นตายกำหนดการที่สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนวันที่ 15 ธ.ค. กำลังใกล้เข้ามา

ในวันศุกร์ (29 พ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 30.22 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 30.19 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 พ.ย.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (2-6 ธ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.10-30.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนพ.ย. ของไทย ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ประกอบด้วย สถานการณ์ตึงเครียดในฮ่องกง และการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน ดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนพ.ย. ยอดสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงาน รายจ่ายด้านการก่อสร้างเดือนต.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นสำหรับเดือนธ.ค. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนพ.ย. ของสหรัฐฯ และประเทศชั้นนำอื่นๆ ด้วยเช่นกัน



ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงเกือบตลอดสัปดาห์ โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,590.59 จุด ลดลง 0.45% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 56,317.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.20% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 0.36% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 318.88 จุด

ตลาดหุ้นไทยมีแรงหนุนเข้ามาช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์จากความคาดหวังต่อโอกาสในการทำข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐฯ-จีน อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ร่วงลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ตามแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ จากการปรับน้ำหนักลงทุนของ MSCI ประกอบกับมีแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนฮ่องกง นอกจากนี้ ความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นอีกปัจจัยลบของตลาดในช่วงปลายสัปดาห์ด้วยเช่นกัน


สำหรับสัปดาห์ถัดไป (2-6 ธ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,575 และ 1,550 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,605 และ 1,615 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ สถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน รวมถึงการประชุมโอเปก (5-6 ธ.ค.) ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนพ.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/62 (ครั้งสุดท้าย) ของยูโรโซน รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนพ.ย.ของยูโรโซนและจีน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ