เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ หวั่นหุ้นไทยไตรมาสแรกร่วงต่ำสุด 1,537 จุด

07 ม.ค. 2563 | 16:22น.

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนห่วงปมขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านทวีความรุนแรงกระทบดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำกว่าจุดต่ำสุดที่ 1,537 จุด นักวิเคราะห์ยังเชียร์ซื้อ “PTT-PTTEP” อานิสงส์ราคาน้ำมันดิบพุ่ง

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุนและคาดการณ์ทิศทางดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในปี 2563 นี้ โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 26 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จำนวน 19 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 5 บริษัท และบริษัทโกลด์ ฟิวเจอร์ส 2 บริษัท ซึ่งผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนร้อยละ 73.08 มองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2563 มีแนวโน้มไปในทิศทางบวก ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 15.38 มองไปในในทิศทางไซด์เวย์ (Sideways) หรือไม่เปลี่ยนแปลงไปมากจากสิ้นปี 2562 และร้อยละ 11.54 มองว่าตลาดจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางลบ

สำหรับจุดสูงสุดของ SET Index ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 เฉลี่ยที่ระดับ 1,641 จุด ทั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 58.82 ที่คาดว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุด 1,601 – 1,650 จุด และมีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 23.53 ที่คาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ในช่วง 1,651 – 1,700 ตามลำดับ เมื่อมองจุดต่ำสุดของไตรมาส 1 ปี 2563 นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาดการณ์จุดต่ำสุดของดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) ไตรมาสที่ 1 มีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุดที่ 1,537 จุด

“หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านมีความรุนแรงมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในระยะข้างหน้า โดยมีโอกาสที่ดัชนีหุ้นจะลดลงต่ำกว่าจุดต่ำสุดที่นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนประเมินเอาไว้ที่ 1,537 จุด แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อราคาน้ำมันดิบและส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นจะกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจในกลุ่มอื่นๆ รวมถึงส่งผลให้กำไรลดลงอีกด้วย” นายสมบัติ กล่าว

ทั้งนี้ ทิศทางราคาน้ำมันดิบในปี 2563 คาดว่าราคาน้ำมันจะสามารถปรับขึ้นทดสอบบริเวณ 70-80 ดอลลาร์/บาร์เรล และหากราคาน้ำมันปรับขึ้นเหนือระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจส่งผลให้เกิดวิกฤตน้ำมันชั่วคราวเนื่องจากแต่ละประเทศจะเริ่มกักตุนน้ำมัน โดยประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นคาดว่าจะส่งผลให้ต้นทุนราคาสินค้าแพงขึ้น รวมถึงส่งผลกระทบให้ค่าเงินบาทมีทิศทางกลับด้านอ่อนค่าได้หลังจากที่อยู่ในโซนแข็งค่า เนื่องจากการเกินดุลการค้าลดลง (มูลค่านำเข้าสูงขึ้น)

ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบต่อตลาดทุนไทยในปี 2563 ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ รองลงมา คือปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ และปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีเสียงโหวตเกินร้อยละ 50 ขึ้นไป เป็นที่น่าสังเกตุ ทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (Fund Flows) จากต่างประเทศนั้นไม่มีผลมากนักต่อทิศทางราคาหุ้นในช่วงปีนี้ โดยมีผู้ตอบเพียงร้อยละ 30.77 ที่มองว่าจะเป็นผลบวก และมีผู้ตอบร้อยละ 42.31 ที่มองแย้งว่าจะเป็นผลลบ

สำหรับปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2563 ได้แก่ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่างประเทศทั้ง อเมริกา ยุโรป เอเชีย ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 73.08 เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก รองลงมาผู้ตอบ 50 % คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา (Fed) และตัวเลขผู้ตอบร้อยละ 50 เท่ากันที่ตอบว่าได้ผลบวกจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ส่วนปัจจัยอื่นๆ ไม่มีปัจจัยใดที่มีผู้ตอบถึงร้อยละ 50 ที่ระบุว่าเป็นบวก

ด้านการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดร้อยละ 0.25 ในปี 2563 ร้อยละ 65.38 ของผู้ตอบ และคาดว่าคงที่ร้อยละ 30.77 ตามลำดับ

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สอบถามความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับ ข้อเสนอแนะว่าภาครัฐควรเร่งนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ ได้ข้อสรุปว่า อันดับแรก คือ นโยบายกระตุ้นการลงทุนภาครัฐและเอกชน มีผู้ตอบ ร้อยละ 27.27 รองลงมา คือ เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ร้อยละ 22.73 และ กระตุ้นการบริโภค/ใช้จ่าย ร้อยละ 18.18 ตามลำดับ

ส่วนคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่ 100.71 บาท โดย แยกตามกลุ่มมีผู้ตอบดังนี้
• 90 – 94.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 4.76
• 95 – 99.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 28.57
• 100 – 104.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 52.38
• 105 – 109.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 14.29

ด้านอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) ณ สิ้นปี 2563 คาดว่า EPS Growth เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 7.79 เมื่อแยกตามช่วงระดับการเติบโต จะอยู่ระหว่างร้อยละ
• 1 – 4.99 มีผู้ตอบร้อยละ 19.05
• 5 – 9.99 มีผู้ตอบร้อยละ 47.62
• 10 – 14.99 มีผู้ตอบร้อยละ 33.33

ทั้งนี้นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนคาดเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 2563 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,679 จุด ซึ่งสูงกว่าระดับดัชนี ณ วันสิ้นปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 1,579

ขณะที่รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำโดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้ (เรียงชื่อตามอักษรย่อ)

1.บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย และอาคารเทียบเครื่องบินรองจะแล้วเสร็จในปี 2563 จะทำให้ AOT สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนประเด็นความกังวลต่อโอกาสที่ AOT จะถูกเรียกเก็บเงินร้อยละ 10 จากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก เพื่อเข้ากองทุนหมุนเวียนของกรมท่าอากาศยาน เพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพสนามบินภูมิภาคในประเทศไทย 29 แห่ง เป็นปัจจัยลบในระยะสั้นเท่านั้น โดยนักวิเคราะห์คาดว่าอาจมีการเรียกเก็บจริงต่ำกว่าระดับร้อยละ 10 และจะส่งผลดีต่อคุณภาพและการให้บริการของสนามบินไทยในอนาคต

2.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ประเด็นสนับสนุนจาก ราคาปัจจุบันอยู่ต่ำเพียง 0.7 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (Book Value) และมีระดับอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) สูง นอกจากนั้นการไปลงทุนในธนาคาร พีที แอสทร่า อินเตอร์เนชั่นแนล ทีบีเค หรือ เพอร์มาตา ประเทศอินโดนีเซีย จะมีโอกาสทางธุรกิจธนาคารในอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูง

3.บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) มีประเด็นสนับสนุนจาก ภาวะธุรกิจในปี 2563 จะดีขึ้น เนื่องจากราคาขายเนื้อหมูมีแนวโน้มที่ดีขึ้นทั้งจีนและเวียดนาม เมื่อเทียบกับปี 2562 โดยคาดว่าจะได้ประโยชน์ 1-2 ปี กว่าที่ซัพพลายหมูจะกลับเข้าสู่ภาวะปกตินอกจากนี้ CPF หันมาให้ความสนใจด้านบริการดีลิเวอรี่ (Delivery Service) มากขึ้น ซึ่งเป็นความสามารถที่บริษัทพัฒนาได้ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนการขนส่งได้

4.บมจ.ปตท. (PTT) โดยมีปัจจัยหนุนจากทิศทางราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดปัญหาใหญ่จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน นอกจากนั้นการที่บริษัทได้เข้าร่วมประมูลโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะ 3 หากบริษัทชนะประมูลถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยหนุนราคาหุ้น ทั้งยังจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยให้ Dividend Yield ราว 4% ต่อปี

5.บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดปัญหาใหญ่จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แนวโน้มการดำเนินงานปี 2563 คาดว่ายังดีต่อเนื่องจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นหลังการรวมสินทรัพย์ใหม่ที่ซื้อมาเมื่อปี 2562 ทั้งการรับรู้การผลิตจากแหล่งเมอร์ฟี่ (Murphy) และพาร์เท็กซ์ (Partex) เข้ามา รวมถึงบริษัทมีแผนลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมโดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้า (Gas to Power) ในพม่าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แหล่งก๊าซธรรมชาติที่บริษัทมีการลงทุนอยู่โดยโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากรัฐบาลพม่า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ตลาดหุ้น หุ้น