กรุงศรีคาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 31.00-31.35 บาท/ดอลลาร์ หลังสภาพัฒน์ฯ ลดเป้าจีดีพี

ภาพประกอบข่าว ค่าเงินบาท เงินบาท ธนบัตร เศรษฐกิจ

กรุงศรีคาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 31.00-31.35  บ./ดอลลาร์ หลังสภาพัฒน์ฯ ลดเป้าจีดีพี-ตลาดตามติดผลกระทบไวรัส จับสัญญาณแบงก์ชาติส่อหั่นดอกเบี้ยเหลือ 0.75%

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (17-21 ก.พ.) ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับระดับปิดแข็งค่าที่ 31.16 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 3.0 พันล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 2.0 พันล้านบาท ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยยังคงทำสถิติแตะระดับต่ำสุดครั้งใหม่

ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ด้วยแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สะท้อนทิศทางที่สดใส และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ขยับสูงขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินเยนซึ่งเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยเป็นไปอย่างจำกัดท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจากการระบาดของ COVID-19

โดยกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่าตลาดจะติดตามสถานการณ์ไวรัส COVID-19 รวมถึงการเปิดเผยบันทึกการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องของเงินยูโรอยู่ในความสนใจของนักลงทุนเช่นกัน หลังจากเงินยูโรแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 ปีครึ่งหลังข้อมูลเศรษฐกิจยูโรโซนบ่งชี้แนวโน้มอ่อนแอต่อเนื่อง โดยในระยะนี้เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวตามค่าเงินหยวนและเงินยูโรเป็นหลัก

สำหรับปัจจัยในประเทศ สภาพัฒน์รายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2562 เติบโตเพียง 1.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้และเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี โดยสภาพัฒน์ปรับลดประมาณการสำหรับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2563 เป็น 1.5-2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.7-3.7% ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินผลกระทบจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2563 หายไป 5 ล้านคน และสูญเสียรายได้ 2.5 แสนล้านบาท

ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าหากผลกระทบสูงถึงระดับดังกล่าวจะคิดเป็น 1.5% ของจีดีพี และเมื่อรวมปัจจัยภัยแล้งและงบประมาณที่ล่าช้าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้มีโอกาสโตต่ำกว่า 2% โดยไตรมาสแรกปีนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 1% ซึ่งน่าจะเป็นไตรมาสที่จีดีพีโตต่ำสุดของปีนี้ ขณะที่การส่งออกปีนี้อาจติดลบจากเดิมที่ธปท.คาดว่าจะฟื้นตัวได้ 0.5% โดยการส่งออกไปจีนสะดุดลงตามห่วงโซ่การผลิต อนึ่ง ธปท.ระบุว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญจะต้องมาจากงบประมาณ นอกจากนี้ ธปท.กล่าวถึงทิศทางของค่าเงินบาทว่าอ่อนค่าลงค่อนข้างเร็วจากการระบาดของไวรัส แต่ยังไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ และเงินบาทที่อ่อนค่าลงไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจมากนัก

ท่าทีเช่นนี้สะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนเกือบทุกตัวของเศรษฐกิจไทยหยุดชะงักลงซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกสู่ระดับ 0.75% เพื่อส่งสัญญาณว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @Prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ