GDP ร่วง ตลาดหุ้นทรุด

คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน
โดย เอกภาวิน สุนทราภิชาติ บล.ไทยพาณิชย์

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตลาดหุ้นบ้านเราเผชิญปัจจัยลบเข้ามาต่อเนื่องทั้งปัจจัยภายนอก และภายในประเทศ มาตั้งแต่ต้นปี เริ่มด้วยปัญหาความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ต่อด้วยการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 สร้างความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังไม่ฟื้นตัวดีนัก หลังสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยุติลงชั่วคราว

ส่วนปัจจัยในประเทศก็ดูน่าเป็นห่วง สำหรับภาวะเศรษฐกิจในบ้านเรา หลังจากที่ GDP ไทยใน Q4/62 เติบโตเพียง 1.6% YOY ต่ำกว่าที่คาดว่าจะเติบโต 2.0% YOY และเติบโตในอัตราที่ลดลงเมื่อเทียบกับใน Q3/62 ที่เติบโต 2.4%

ทั้งนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส มาจาก 1) ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ทั้งจากสงครามการค้าและเศรษฐกิจขาลง ทำให้ทั้งการส่งออกและนำเข้าหดตัว 2) สินค้าคงคลังที่หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตชะลอการผลิต แต่ภาคการใช้จ่ายไม่ได้หดตัวมากนัก โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน 3) ปัญหางบฯล่าช้า ทำให้รายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลลดลง

จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมากในไตรมาส 4 ทำให้ทั้งปี 2562 ขยายตัวที่ 2.4% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี และสถานการณ์จะยิ่งแย่ลงในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19

โดย SCBS คาดว่า GDP ใน Q1/63 จะเติบโตต่ำแค่ 0.5% YOY (บางสำนักให้ติดลบ) ซึ่งมองว่าจะเป็นจุดต่ำ จากนั้นจะค่อย ๆ ฟื้นตัว โดยปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ 1) ตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ใหม่ที่เพิ่มขึ้นในอัตราลดลงต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และภาคธุรกิจจีนจะดำเนินงานตามปกติในเดือน ก.พ. ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัว คาดว่าในครึ่งปีแรก นักท่องเที่ยวจะหายไป 4.4 ล้านคน แต่จะเพิ่มขึ้น 3.8 ล้านคน ในครึ่งปีหลัง

2) สงครามการค้าที่ยุติลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐและจีน ค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนตัวจะช่วยการส่งออกกลับมาฟื้นตัว 3) การผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่เร็วกว่าคาดไว้ สามารถเบิกจ่ายได้เร็วขึ้น คาดว่าจะเป็นช่วง เม.ย. จากนั้นจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ชะลอ

ทั้งนี้ SCBS คาดว่า GDP ในปี”63 นี้ จะอยู่ที่ระดับ 2.0-2.5% ส่วนในมุมมองผมนั้นมองว่า มีแนวโน้มอยู่ระดับ 2.0% เทียบกับ 2.4% ในปีที่แล้ว แสดงว่าเศรษฐกิจโตในอัตราลดลง

มาถึงมุมมองแนวโน้ม SET กันบ้างครับ ซึ่งผมจะประเมินมูลค่าที่เหมาะสม โดยอิงกับประมาณการผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาด (บจ.) และตั้งสมมุติฐานดังต่อไปนี้ 1) กำไรของ บจ.ในปีที่แล้วอยู่ระดับ 86.20 บาทต่อหุ้น (ตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนเนื่องจาก บจ.ยังรายงานงบฯปี’62 ไม่ครบ) 2) ประมาณการกำไรของ บจ.ในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ระดับ 0-10% จากปีที่แล้ว

3) SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง P/E ระดับ 15-16 เท่า ทำให้ประเมินแนวโน้ม SET โดยแบ่งเป็น 3 scenario ได้แก่ base case scenario ที่คาดกำไร บจ.จะเติบโต 5% จากปีก่อน จะได้มูลค่าที่เหมาะสมของ SET อยู่ที่ประมาณ 1,360-1,450 จุด (อิง P/E 15-16 เท่า) ดังนั้น มุมมองนี้จะได้แนวรับ SET ทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 1,360 จุด

best case scenario คาดว่ากำไร บจ. จะเติบโตได้ 10% จากปีก่อน จะได้มูลค่าที่เหมาะสมของ SET อยู่ที่ประมาณ 1,420-1,520 จุด (อิง P/E 15-16 เท่า) ดังนั้น มุมมองนี้จะได้แนวรับ SET ทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 1,420 จุด

worst case scenario จะกำหนดให้ในปีนี้กำไร บจ.ไม่มีการเติบโต (0%) จะได้มูลค่าที่เหมาะสมของ SET อยู่ที่ประมาณ 1,290-1,380 จุด (อิง P/E 15-16 เท่า) ดังนั้น มุมมองนี้จะได้แนวรับ SET ทางปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 1,290 จุด

เมื่อประเมินทั้ง 3 scenario จะเห็นว่า แนวรับทั้ง 3 มุมมองอยู่ที่ 1,420 1,360 และ 1,290 จุด ตามลำดับ หากถามว่ามุมมองไหนเป็นไปได้มากที่สุด ผมเลือกแบบ base case scenario ซึ่งแม้ GDP ในปีนี้จะเติบโตในอัตราลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลการดำเนินงาน บจ. จะเติบโตได้ (คาด +5% จากปีก่อน) เนื่องจากกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี ซึ่งมีฐานกำไรต่ำในปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า แนวโน้มกำไรในปีนี้จะกลับมาเติบโตได้ ทำให้ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนวรับที่น่าสนใจในการเข้าซื้อสะสมอยู่ที่บริเวณ 1,350-1,400 จุด

และพบกันใหม่ฉบับหน้า…ด้วยรักและหวังดี..ท่านสามารถติดตามข่าวสาร และความรู้ด้านการลงทุนผ่าน Facebook เอกภาวิน สุนทราภิชาติ และ Line ที่ @wavesmart

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ