เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

การระดมทุนและสินทรัพย์การออม : บทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของหุ้นกู้ภาคเอกชน

29 เม.ย. 2563 | 11:54น.

คอลัมน์ สถานีลงทุน
โดย ศิรินารถ อมรธรรม สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

ช่วงนี้ตลาดตราสารหนี้ได้รับความสนใจไม่แพ้สถานการณ์โคขวิดเลยทีเดียว

วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้ตลาดตราสารหนี้ไทยได้รับความสนใจ เนื่องจากวิกฤตต้มยำกุ้งมีสาเหตุจากภาคธนาคารพาณิชย์ จึงทำให้ภาครัฐเห็นถึงความสำคัญของการมีตลาดทุนที่เข้มแข็ง และส่วนของตลาดทุนที่ยังขาดหายไป คือ ตลาดตราสารหนี้ที่ในเวลานั้นเพิ่งจะเริ่มก่อตั้งได้ไม่นาน ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างดีนัก วิกฤตต้มยำกุ้งจึงเสมือนเป็นแรงส่งอย่างดีที่ทำให้เกิดการพัฒนาในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างจริงจัง

ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี ตลาดตราสารหนี้ไทยได้พัฒนาเติบโตขึ้นอย่างมากจนมีบทบาทและความสำคัญมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย หากไม่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโคขวิด ตลาดตราสารหนี้ก็คงไม่อยู่ในกระแสความสนใจของตลาดเท่าไรนัก จึงขอถือโอกาสที่จะได้อัพเดตพัฒนาการและความสำคัญของตลาดตราสารหนี้ไทยให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

ในปี 2540 ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนมีขนาดเมื่อเทียบกับ GDP อยู่ที่ 3% เท่านั้น ในขณะที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์มีขนาดถึง 86% ต่อ GDP และตลาดหุ้นมีขนาดที่ 24% ต่อ GDP นั่นแสดงว่าในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งภาคธุรกิจพึ่งพาเงินทุนส่วนใหญ่จากสินเชื่อธนาคาร เมื่อธนาคารระงับและดึงสินเชื่อกลับ ภาคธุรกิจไม่มีทางเลือกการระดมทุนอื่น จึงขาดสภาพคล่องอย่างหนักเกิดเป็นวิกฤตอย่างที่รู้กัน

จากนั้นเมื่อตลาดตราสารหนี้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ สัดส่วนการระดมทุนจาก 3 แหล่งดังกล่าวมีความใกล้เคียงกันมากขึ้น โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 มีสัดส่วนที่ 24% 74% และ 38% ต่อ GDP ตามลำดับ โครงสร้างการระดมทุนภาคเอกชนจึงเริ่มมีความสมดุลกันมากขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ภาคธุรกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 จึงไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจไทยเท่าไรนัก

แล้วทำไมตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนถึงเติบโตอย่างรวดเร็ว ?

สาเหตุหนึ่งก็คือ การโตตามขนาดเศรษฐกิจของประเทศจากการที่หนี้สินเป็นช่องทางหนึ่งในการระดมเงินทุนเพื่อใช้จัดหาปัจจัยการผลิต และเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวไปเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่ง การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จะไม่ทันกับความต้องการเงินทุนของภาคธุรกิจ ในขณะที่การออมของประชาชนและภาคเอกชนก็สูงขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงเป็นธรรมชาติที่ภาคธุรกิจจะหันไปหาทางเลือกอื่นที่เป็นการระดมเงินทุนทางตรงด้วยการออกหุ้นกู้ ซึ่งเป็นพัฒนาการทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ ไม่อย่างนั้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะทำได้ช้าลง

ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือเมื่อปี 2552 มีมูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาวอยู่ที่ 448,733 ล้านบาท มูลค่าการออกเฉลี่ยค่อนข้างใหญ่ที่ 4,000 ล้านบาทต่อรุ่น ขนาดการออกเล็กสุด 120 ล้านบาท และใหญ่สุด 35,000 ล้านบาท โดยมีบริษัทที่เคยออกหุ้นกู้รวม 203 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET listed) จำนวน 81 บริษัท บริษัทจดทะเบียนตลาด mai 2 บริษัท และบริษัทไม่จดทะเบียนอีก 120 บริษัท

ปัจจุบันผู้ออกมีความหลากหลายมากขึ้น บริษัทที่เคยออกหุ้นกู้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 561 บริษัท เป็นบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET listed) 202 บริษัท บริษัทจดทะเบียนตลาด mai 24 บริษัท และบริษัทไม่จดทะเบียน 335 บริษัท มูลค่าการออกรวมทั้งสิ้นเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยมูลค่าการออกเฉลี่ยเล็กลงที่ 2,500 ล้านบาทต่อรุ่น ขนาดการออกเล็กสุดต่ำลงเพียง 10 ล้านบาท ซึ่งขนาดการออกใหญ่สุดไม่ต่างกัน

ในฝั่งนักลงทุน หุ้นกู้ของไทยเกือบทั้งหมดถือครองโดยนักลงทุนในประเทศกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ นักลงทุนทั่วไปที่ลงทุนหุ้นกู้โดยตรงมีสัดส่วนสูงที่สุดกว่า 30% รองลงมาเป็นบริษัทประกัน สถาบันการเงินต่าง ๆ และการลงทุนของประชาชนทางอ้อมผ่านช่องทางการลงทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม และสหกรณ์ออมทรัพย์ ส่วนนักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนการลงทุนต่ำมากไม่เกิน 5% และมีแนวโน้มน้อยลงจนเหลือเพียง 0.14% ของมูลค่าหุ้นกู้ทั้งหมดเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา

แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าการลงทุนทั้งหมดคิดเป็น 6-7% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย แล้วนักลงทุนต่างชาติลงทุนตราสารหนี้ประเภทไหนถ้าไม่ใช่หุ้นกู้ภาคเอกชน ?

นักลงทุนต่างชาติลงทุนในพันธบัตรที่ออกโดยกระทรวงการคลังมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนกว่า 95% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดของต่างชาติจากข้อมูลเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยพันธบัตรเหล่านี้มีอายุเฉลี่ยกว่า 10 ปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนระยะยาว

รองลงมาคือ การลงทุนในพันธบัตรที่ออกโดย ธปท.ที่ส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี มูลค่าการลงทุนในส่วนนี้จะค่อนข้างปรับขึ้นลงตามภาวะตลาด คิดเป็นสัดส่วนราว 5-25% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดของต่างชาติ

และอีกสิ่งหนึ่ง คือ การลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีสัดส่วนน้อยมากไม่เกิน 0.5% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดของต่างชาติ

วันนี้หุ้นกู้ภาคเอกชนและตลาดตราสารหนี้ไทย ถือเป็นทางเลือกการระดมเงินทุนที่สำคัญให้กับทั้งภาครัฐและเอกชนที่หลากหลาย มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนักลงทุนบุคคลทั่วไปผ่านช่องทางการลงทุนต่าง ๆ มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา มีส่วนช่วยส่งเสริมการออมของประชาชนให้มีความมั่นคงมากขึ้นจากลักษณะผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่มีความสม่ำเสมอ ความผันผวนต่ำ และช่วยกระจายความเสี่ยง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หุ้นกู้