ธปท.ชี้เศรษฐกิจ Q2 ร่วงแรงจากพิษโควิด-19 จับตารัฐเร่งอัดงบ 1.9 ล้านลบ.เร็ว-ตรงจุด
ธปท.ชี้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ยังดิ่งต่อเนื่อง หลังตัวเลขเดือนมี.ค.ปรับตัวเลวร้ายจากเดือนก.พ. หวังภาครัฐเร่งอัดเม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 6% ของจีดีพี ลงสู่ระบบ แนะต้องกระตุ้นถูกจุด-ทำให้เร็ว ช่วยหนุนจีดีพี ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจมี.ค.หดตัวทุกหมวด นักท่องเที่ยว -76.4% การบริโภคภาคเอกชนติดลบในรอบ 5 ปี ดัชนีความเชื่อมั่นต่ำสุดตั้งแต่ที่ทำสำรวจ เผย การลงทุนภาครัฐทยอยฟื้นดีขึ้น
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจเดือนมีนาคมและไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ จะเห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจหดตัวลงลึกในทุกหมวด และหากดูเครื่องชี้วัดจะเห็นการหดตัวที่มีขนาดสูงขึ้นในไตรมาสที่ 2 และในไตรมาสถัดๆ ไป โดยจะต้องติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมามากน้อยระดับใด รวมถึงมาตรการการเงิน-การคลังของภาครัฐที่มีเม็ดเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ดี แม้ว่าเม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เป็นขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ แต่จะต้องติดตามการใช้วงเงิน เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของธปท. วงเงิน 5 แสนล้านบาท ถือว่าค่อนข้างสูงคิดเป็น 3% ของจีดีพี แต่จะต้องดูว่าวงเงินจะถูกใช้หมดหรือไม่ ซึ่งสัปดาห์แรกใช้วงเงินเพียง 2.4 หมื่นล้านบาท ถือว่าค่อนข้างน้อย รวมถึงเม็ดเงินภาครัฐ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 6% ของจีดีพี ซึ่งจะต้องติดตามและเป็นความท้าทายของรัฐบาลที่จะต้องลงให้เร็วและตรงจุด เพราะหากลงไม่ตรงจุดจะไม่เกิดผลทางเศรษฐกิจ เช่น ช่วยคนที่กำลังจะตายให้มีเครื่องช่วยหายใจ หรือให้เม็ดเงินกับคนที่มีเครื่องช่วยหายใจอยู่แล้ว 2-3 เครื่อง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องติดตาม คาดว่าน่าจะชัดเจนในไตรมาสที่ 2
ส่วนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มองว่า การฟื้นตัวแบบ L มีความเป็นไปได้น้อย แต่อาจจะฟื้นตัวแบบ U หรือ V ซึ่งขึ้นกับจำนวนนักท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโลกด้วย อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่มองว่าการฟื้นตัวอาจจะเป็นแบบ W ที่มองว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะควบคุมได้ แต่จะกลับมาระบาดระลอก 2 ซึ่งไทยเองก็มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน
“ทิศทางเศรษฐกิจในเดือนมีนาคมปรับตัวเลวร้ายลงจากเดือนกุมภาพันธ์ เช่นเดียวกับไตรมาสที่ 1 น่าจะหดตัว เพราะผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 กระทบมากขึ้น และการหดตัวมีขนาดสูงขึ้นในไตรมาส2”
นายดอน กล่าวว่า สำหรับตัวเลขภาวะเศรษฐกิจเดือนมีนาคม โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 8 แสนคน มีอัตราติดลบ 76.4% หดตัวลึกขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ติดลบอยู่ 42.8% โดยตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว 5 สนามบินหลักมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพียง 42 คน หายไปมากกว่า 99% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการเคลื่อนย้ายการเดินทางของภาครัฐ และหากมองไปข้างหน้าเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะหายไปมากกว่านี้
ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้า ติดลบ 2.2% หากเป็นมูลค่าการส่งออก (ไม่รวมทองคำ) เห็นการหดตัวสูงขึ้น โดยติดลบ 6.5% จากเดือนก.พ.ติดลบ 1.3% เป็นผลมาจากอุปสงค์ของต่างประเทศที่ลดลงตามผลกระทบโควิด-19 ซึ่งจะเห็นว่าองค์การการค้าโลก (WTO) มองเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวติดลบ 2.5% และกรณีเลวร้ายจะติดลบ 8.8% ส่งผลต่อปริมาณการค้าโลกที่จะขยายตัวติดลบถึง 12.9% หรือกรณีเลวร้ายติดลบ 31.9% ขณะเดียวกันส่งผลต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ติดลบ 11.2% ซึ่งต่ำกว่าในช่วงปี 2554 ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม
ส่วนการบริโภค จะเห็นว่าในเดือนก.พ.ขยายตัวได้ดี 5.4% แต่ในเดือนมี.ค.เครื่องชี้วัดติดลบ 0.6% ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยลดลงเกือบทุกหมวด ยกเว้นสินค้าจำเป็น คาดว่าในเดือนเม.ย.น่าจะเห็นการหดตัวหนักขึ้น สอดคล้องกับรายได้ภาคเกษตรเริ่มหดตัวจากภัยแล้งชัดเจนขึ้น มีอัตราติดลบ 1.7% จากเดือนก.พ.ขยายตัว 3.8% ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำสุดนับตั้งแต่ทำดัชนีนี้มา
อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐ เป็นตัวเดียวที่ขยายตัวในรอบ 5 เดือนจากก่อนหน้านี้มีอัตราติดลบ เป็นผลมาจากความล่าช้าของงบประมาณประจำปี 2563 ซึ่งภาครัฐพยายามเร่งเบิกจ่าย ทำให้ตัวเลยรายจ่ายขยายตัว 13.9% และรายจ่ายเพื่อการลงทุนขยายตัว 12.2% ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐิจ
“ตลาดแรงงานมีสัญญาณความเปราะบางงมากขึ้น สะท้อนจากตัวเลขการรับสิทธิการว่างงาน และการถูกเลิกจ้างมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยตัวเลขถูกเลิกจ้างคิดเป็น 16% ของผู้รับสิทธิว่างงานทั้งหมด จากตัวเลขลูกจ้างที่มี 1.88 แสนคน และสถานประกอบการที่หยุดกิจการชั่วคราว 943 แห่ง”
ส่วนทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย จะพบว่าเป็นการไหลออกสุทธิทั้งตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ สะท้อนไปยังค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าตลอดทั้งเดือนมี.ค. ส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าที่กลับมาดีขึ้นขยายตัว 4.4% หลังจากเดือนก.พ.ที่ลงไปค่อนข้างลึกติดลบ 7.8% ทำให้ดุลการค้าลดลงจาก 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 5.4% เหลืออยู่ที่ 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 0.7% ขณะที่เงินเฟ้อ มองข้างหน้ายังคงติดลบทั้งปี ทั้งเงินเฟ้อพื้นฐานและเงินเฟ้อทั่วไป
“เสถียรภาพเศรษฐกิจมีทิศทางแย่ลง เพราะเงินเฟ้อติดลบและตลาดแรงงานแย่ลง เงินไหลออกสุทธิ แต่แม้ว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจจะแย่ลง แต่ภาพรวมยังดีอยู่ เพราะเสถียรภาพเศรษบกิจด้านการคลังและต่างประเทศยังแข็งแรงดีอยู่”