เกียรตินาคินภัทร ปักธงโต 3 ธุรกิจหลัก หวังรักษารายได้-คุมหนี้เสีย 4.5%
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ปักแผนธุรกิจปี 2564 ลุย 3 ธุรกิจหลัก เล็งโตสินเชื่อ 5% -ขยายพอร์ตลูกค้ามั่งคั่ง-วาณิชธนกิจ หวังสร้างสมดุลรายได้ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียม พร้อมรักษาหนี้เสียไม่เกิน 4.5% ชี้ตั้งสำรองตามโมเดลและสถานการณ์ เดินหน้าอุ้มลูกค้ากระทบโควิด-19 เน้นปรับโครงสร้างหนี้-ยืดเทอม-พักหนี้ ระบุ มีลูกค้าเข้าโครงการระลอกใหม่ 1 หมื่นราย จากระยะที่ 1 กว่า 75% กลับมาชำระหนี้ปกติ
นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า เป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ธนาคารยังคงรักษาสมดุลในธุรกิจกลุ่มการเงิน โดยยังเน้นธุรกิจ 3 แกนหลัก ทั้งการเติบโตสินเชื่อที่ การขยายขอบเขตกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และธุรกิจวาณิชธนกิจ โดยภายหลังจากการควบรวมกิจการทำให้กลุ่มธุรกิจการเงินสามารถสร้างรายได้ในหลากหลายธุรกิจมากขึ้น และสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของโควิด-19 ที่เป็นปัจจัยควบคุมไม่ได้ และส่งผลต่อต้นทุนด้านความเสี่ยงของธนาคารมากขึ้น
โดยในส่วนของเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อจะอยู่ที่ราว 5% เน้นสินเชื่อที่มีหลักประกัน ทั้งในส่วนของสินเชื่อเช่าซื้อ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูงการเน้นสินเชื่อมีหลักประกันเป็นการป้องกันไว้ และสินเชื่อบรรษัท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และการขยายกลุ่มลูกค้าบุคคลที่มีความมั่งคั่ง มองว่า กลุ่มธุรกิจบริหารเงิน หรือ Private Banking เป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตได้ดี

ส่วนธุรกิจวาณิชธนกิจ แม้ว่าปีก่อนจะมีความผันผวนแต่จะเห็นว่าปริมาณธุรกรรมการซื้อขายยังคงรักษาอยู่ได้ โดยในปีนี้ธนาคารก็พยายามช่วยลูกค้าในการลงทุนในหลากหลายประเทศ พื้นที่ และบริษัทมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ ทั้งในส่วนของนายหน้า เทรดดิ้ง และจากความผันผวนดังกล่าวก็เป็นโอกาสให้ธนาคารสามารถหาผลตอบแทนจากความผันผวนดังกล่าวได้ด้วย โดยในปี 2564 ธนาคารก็ยังคงสัดส่วนรายได้จากดอกเบี้ยและไม่ใช่ดอกเบี้ยในอัตราการใกล้เคียงปีที่ผ่านมา คือ รายได้จากดอกเบี้ยราวกว่า 60% และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย 32%
สำหรับแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะเห็นว่าในปีที่ผ่านมาอัตราหนี้เสียจะไม่ขยับขึ้น เป็นผลมาจากมาตรการพักชำระหนี้จนถึงในเดือนตุลาคม ทำให้การตกชั้นหนี้ถูกหยุดไว้ อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นผลในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดยธนาคารพยายามบริหารจัดการหนี้ให้อยู่ในกรอบ 4.5% ขณะที่การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญจะตั้งตามแบบจำลองตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คาดหวังว่าตัวเลขการตั้งสำรองฯ เกินในปีก่อน จะทำให้ปีนี้ธนาคารไม่ต้องสำรองเพิ่มขึ้นมาก จากปีก่อนอัตราสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) อยู่ที่ 170.9% เพิ่มจากปี 2562 ที่อยู่ 111.2%
“ปี 2564 เรายังรักษาสมดุลกลุ่มธุรกิจการเงิน ไม่ได้เน้นธุรกิจธนาคารอย่างเดียว แต่ยอมรับว่าธุรกิจธนาคารสร้างกระแสเงินทุน ในการระดมเงินฝาก แต่เราก็ต้องรักษาความผันผวนทางเครดิตให้ได้ เราจึงตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 5% จากปีก่อรขยายตัว 12% ที่สูงมาจากผลการพักหนี้ อาจไม่มีผลจากพักหนี้สินเชื่อจะโตประมาณ 8-9% แต่ในปีนี้ภายใต้ความไม่แน่นอนเราตั้งไว้ 5% น่าจะทำได้ ส่วนหนี้เสียที่เราเห็นยังคงหลอกตาอยู่เพราะมีผลจากมาตรการพักหนี้ และจะเริ่มชัดเจนขึ้นในไตรมาสที่ 1/64 เพราะอั้นจากการจัดชั้นมา”
นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาภัทร กล่าวว่า ตอนนี้มีลูกค้าที่เข้าโครงการช่วยเหลือจากผลกระทบโควิด-19 ระลอกใหม่ ณ สิ้นเดือนมกรคม มีจำนวน 1 หมื่นราย โดยธนาคารได้พูดคุยกับลูกหนี้ทุกราย เพื่อปรับโครงสร้างการชำระเงินให้สอดคล้องกับรายได้ของลูกหนี้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว เช่น ขยายเทอมจาก 48 งวด เป็น 72 งวด และสินเชื่อธุรกิจยังคงช่วยเหลือต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี หากดูตัวเลขลูกหนี้ที่เข้าโครงการระยะที่ 1 พบว่ามีจำนวน 2 แสนราย ปัจจุบันพบว่าลูกค้ากลับมาชำระได้ดีกว่าคาดการณ์ไว้ โดยประมาณ 75% สามารถกลับมาชำระได้ปกติ และอีกประมาณ 20% ยังคงใช้วงเงินโอดีอยู่ และมีเพียง 5% ที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งธนาคารได้ติดต่อลูกค้าและมีโปรแกรมเพื่อช่วยเหลือเพิ่มเติมผ่านการปรับโครงสร้างหนี้
“ในปี 2563 เป็นปีที่มีความท้าทายมาก และมีความไม่แน่นอนสูง เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์โควิด-19 จะกระทบอย่างไร ทำให้ในช่วงแรกเราตัดสินใจออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าพักหนี้ 6 เดือน โดยครึ่งปีแรกในแง่เม็ดเงินเราพักหนี้ไป 40% ของพอร์ตธนาคาร และเป็นเอสเอ็มอี 30% คิดเป็น 2 แสนบัญชี โดยเราปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่อง และสร้างการเติบโตเพื่อให้มีรายได้สนับสนุนหนี้เสียจะเกิดขึ้นในอนาคต เน้นปล่อยสินเชื่อมีหลักประกัน ปรับกระบวนการเครดิต และลงทุนเรื่องระบบต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2563 เราโคสินเชื่อรายย่อย 14% เช่าซื้อ 18% และสินเชื่อบุคคล 9% ภายใต้การปรับ Policy Credit และติดตามคุณภาพและช่วยเหลือลูกค้าต่อเนื่อง”
นายปรีชา เตชรุ่งชัยกุล ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรสุทธิในปี 2563 อยู่ที่ 5,123 ล้านบาท ลดลง 14.4% จากปี 2562 โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน จำนวน 1,221 ล้านบาท ในส่วนของการตั้งสำรอง ปริมาณการตั้งสำรองสำหรับปี 2563 อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับปี 2562 โดยมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ 170.9% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 111.2% ในปี 2562 ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรสุทธิที่ลดลง ในขณะที่ก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้
สำหรับปี 2563 กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.9% ทั้งนี้ สำหรับปี 2563 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 14,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.2% จากปี 2562 ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 6,554 ล้านบาท ลดลง 4.3% จากปี 2562 ปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Stage 3) มีจำนวน 7,751ล้านบาท คิดเป็น 2.9% ของสินเชื่อรวม ลดลงจาก 4.0% ณ สิ้นปี 2563 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์บาเซิล 3 ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 4/2563 อยู่ที่ 18.15% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 จะเท่ากับ 14.14%”