อนาคต “บิตคอยน์” ในมุมมอง “ศุภวุฒิ สายเชื้อ”

ขณะที่กระแสการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่ อย่าง “บิตคอยน์” กำลังร้อนแรง เป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อ “เทสลา” ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลกประกาศเข้าลงทุนในบิตคอยน์

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ต่อมุมมองการลงทุนใน “บิตคอยน์” ได้รับคำตอบว่า “ผมคิดว่าคริปโตเคอเรนซีจะถูกธนาคารกลางสกัดไม่ยอมให้โต เพราะถ้าคริปโตฯ ขยายไปเรื่อย ๆ ธนาคารกลางไม่มีงานทำ”

ดร.ศุภวุฒิ อธิบายว่า Cryptocurrency คือความต้องการ Currency ที่ไม่ต้องพึงพา Currency ของทางการ ดังนั้นทางการหรือธนาคารกลางที่ไหนจะยอม ไม่งั้นก็ต้องปิดแบงก์ชาติ ไม่ต้องมีนโยบายการเงิน และนโยบายการเงินกลายเป็นว่าใช้บิตคอยน์เหรอ แล้วใครจะเป็นคนคุมปริมาณเงินของโลก

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

“ผมนึกไม่ออกว่าคริปโตเคอเรนซี หรือบิตคอยน์ จะไปไกลได้ไง สมมติว่าบิตคอยน์ดีมาก และทุกคนใช้หมด ใช้สะดวก แล้วจะมีเงินดอลลาร์ หยวน หรือบาทไปทำไม แต่ที่ทุกคนเข้าไปลงทุนบิตคอยน์ เพราะโลภอยากได้เงิน”

แล้วคำถามคือ “ใครเป็นคนกำหนดปริมาณของบิตคอยน์” ต่อไปเมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัว ต้องการขยายปริมาณเงินในโลก จะขยายได้มั้ย หรือจะลดปริมาณเงินของโลก จะลดได้มั้ย เพราะไม่มีนโยบายการเงิน แบบนี้ธนาคารกลางที่ไหนจะยอม และแบงก์ชาติสหรัฐฯ จะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมเด็ดขาด เพราะสหรัฐฯ เป็นเจ้าโลกทางด้านการเงิน ถ้าคนใช้บิตคอยน์ก็ใช้แทนดอลลาร์ สหรัฐฯ จะไปยอมได้ไง


ส่วนกรณีที่แบงก์ชาติจีนทำ “ดิจิทัลหยวน” คีย์คือแบงก์ชาติคุม ยังรักษาสถานะผู้คุมนโยบายการเงิน แต่บิตคอยน์ไม่มีใครคุม

ดร.ศุภวุฒิ อธิบายเพิ่มเติมว่า จากข่าวใหญ่ที่ “อีลอน มัสก์” บอกว่าจะให้ใช้ “บิตคอยน์” ซื้อรถเทสลาได้ ถามจริงว่าจะซื้อยังไง และถ้าดีจริงจะต้องคอนเวิร์สเป็นดอลลาร์ทำไม และจะกำหนดราคาอย่างไร เท่ากับราคารถเทสลาจะต้องขึ้นลงตามบิตคอยน์ได้มั้ย ที่มีความผันผวนสูงมากจะทำได้ยังไง เช่นผมสั่งซื้อเทสลาวันจันทร์ แต่รถได้วันศุกร์ คุณจะขายเท่าไร แค่นี้ก็ทะเลาะกันแล้ว เพราะราคามันแกว่งระหว่างทางเท่าไรก็ไม่รู้แล้ว แล้วเทสลาจะคุมรายได้ คุมต้นทุนและคุมกำไรยังไง ไม่มีทางเลยถ้าราคาบิตคอยน์แกว่งแบบนี้

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ