ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง HL เตรียมเสนอขายไอพีโอ 72 ล้านหุ้น

ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง HL เตรียมเสนอขายไอพีโอ 72 ล้านหุ้น

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับหนึ่งไฟลิ่ง บมจ.เฮลท์ลีด (HL) เตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 72 ล้านหุ้น ระดมทุนขยายสาขา-ปรับปรุงสาขา-ใช้เป็นทุนหมุนเวียน ยกระดับสู่ผู้นำธุรกิจร้านขายยาครบวงจร

 

HL เสนอขายไอพีโอจำนวน 72 ล้านหุ้น

วันที่ 20 ตุลาคม 2564 นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) หรือ HL เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  (ก.ล.ต.) ได้เริ่มนับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) แล้ว โดย HL จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)  จำนวน 72 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 26.47% ของจํานวนหุ้นที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้

ทั้งนี้ บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) (Healthlead Public Company Limited) ประกอบธุรกิจลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) ปัจจุบันบริษัทได้ลงทุนในบริษัทย่อย 2 แห่ง ประกอบด้วย

1.บริษัท ไอแคร์ เฮลท์ จำกัด (Icare Health Company Limited) (“ไอแคร์ เฮลท์”) เป็นบริษัทย่อย ซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% ประกอบธุรกิจหลักคือ ธุรกิจร้านขายยา จำหน่ายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่าง ๆ รวมกว่า 10,000 รายการ เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย โดยสามารถแบ่งประเภทของผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 ประเภทคือ

ยาและผลิตภัณฑ์อาหารเสริม, อุปกรณ์การแพทย์ และของใช้ในบ้าน, สินค้าสุขภาพสำหรับภายนอกร่างกาย, สินค้าบริโภค  สำหรับสินค้าดังกล่าว จะจำหน่ายผ่านร้านขายยาทั้งหมด 4 แบรนด์  ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 25 สาขา ดังนี้ แบรนด์ iCare มีจำนวน 10 สาขา  Pharmax 11 สาขา vitaminclub 3 สาขา Super Drug 1 สาขา

2.บริษัท เฮลทิเนส จำกัด (Healthiness Company Limited) (“เฮลทิเนส”) เป็นบริษัทย่อย ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ100% ประกอบธุรกิจหลักคือ คิดค้น และพัฒนาร่วมกับทีมวิจัยภายนอก รวมทั้งว่าจ้างผู้ผลิต เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้ 2 แบรนด์

ได้แก่ PRIME เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ PRIME จำนวนทั้งหมด 25 SKU และแบรนด์ Besuto เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์สลายกลิ่น และผลิตภัณฑ์หน้ากาก ซึ่งปัจจุบัน เฮลทิเนส จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Besuto ทั้งหมด 9 SKU

ภก.ร.อ.ธัชพล ชลวัฒนสกุล

ภก.ร.อ. ธัชพล ชลวัฒนสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) หรือ HL กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในครั้งนี้ มีเป้าหมายการระดมทุน เพื่อนำไปขยายสาขา และปรับปรุงสาขาเดิม โดยมุ่งเน้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าทางการตลาดที่สูง

และนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อต่อยอดธุรกิจ ผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการยกระดับสู่การเป็นผู้นำธุรกิจร้านขายยา จำหน่ายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

 “การระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับธุรกิจสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อดูแลสุขภาพมากขึ้น บริษัทจึงมีแผนขยายสาขา เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุงสาขาเดิมให้มีบริการที่ตรงความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด

ซึ่งผลของการขยายสาขาก็จะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ช่วยผลักดันสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจร้านขายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ แบบครบวงจร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าว

สำหรับภาพรวมของผลการดำเนินงานของ HL ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมจำนวน 791.21 ล้านบาทในปี 2561 จำนวน 915.51 ล้านบาทในปี 2562 และจำนวน 1,080.11 ล้านบาทในปี 2563 คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 15.71% และ17.98%  สำหรับปี 2562 และ 2563 ตามลำดับ

สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2564 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมจำนวน 556.76 ล้านบาท โดยรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ประกอบด้วยรายได้จากการขาย และรายได้อื่นๆ

ขณะที่ในปี 2561-2563 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 0.39 ล้านบาท จำนวน 21.77 ล้านบาท และจำนวน 52.08 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนงวด 6 เดือนแรกของ ปี 2564 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 32.29 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5.80% โดยอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 5.09% และเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 4.82% จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

โดยกลุ่มบริษัทยังมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในช่วงปี 2561 อยู่ที่ระดับ 17.66%  ปี 2562 อยู่ที่ 20.09% และปี 2563 อยู่ที่ 21.89% และงวด 6 เดือนของปี 2564 อยู่ที่ 22.27% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีอำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์เพิ่มขึ้น รวมทั้งการขายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่เป็นผลิตภัณฑ์ของเฮลทิเนส เพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ