เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เชียงใหม่เปิดโมเดล “สหกรณ์สร้างอาชีพ” ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่เปิดโมเดล “สหกรณ์สร้างอาชีพ” ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
โฆษกคลังเผยเตรียมโยกผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่หลุดสิทธิรับ 60/40 อัตโนมัติ ชง ครม. 21 ก.ค.นี้
Finance โฆษกคลังเผยเตรียมโยกผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่หลุดสิทธิรับ 60/40 อัตโนมัติ ชง ครม. 21 ก.ค.นี้
บริษัทไม่ยอมรับใบรับรองแพทย์จากคลินิก
SD Talk บริษัทไม่ยอมรับใบรับรองแพทย์จากคลินิก
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 64,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ 64,400 บาท
ทุเรียนใต้เหลือ 4.9 แสนตัน พาณิชย์เร่งดูดซับ-แปรรูป กู้ราคาหน้าสวน
Economic ทุเรียนใต้เหลือ 4.9 แสนตัน พาณิชย์เร่งดูดซับ-แปรรูป กู้ราคาหน้าสวน
ESG โอกาสใหม่ของโรงแรม SMEs ที่ไม่ควรมองข้าม
Columns ESG โอกาสใหม่ของโรงแรม SMEs ที่ไม่ควรมองข้าม
CKPower ติดทำเนียบหุ้น ESG100 จากไทยพัฒน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
SD CKPower ติดทำเนียบหุ้น ESG100 จากไทยพัฒน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
เอกนิติ ชี้ผู้ได้สิทธิ “บัตรสวัสดิการฯ” 9.5 ล้านราย คัดคนจนจริงก่อน
Politics เอกนิติ ชี้ผู้ได้สิทธิ “บัตรสวัสดิการฯ” 9.5 ล้านราย คัดคนจนจริงก่อน
คพ. ลงพื้นที่เชียงใหม่–เชียงราย ผนึก UNIDO แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน
Economic คพ. ลงพื้นที่เชียงใหม่–เชียงราย ผนึก UNIDO แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน
กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือไอคอนสยาม จัด“เทศกาลผลไม้ GI”
Biz Movement กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือไอคอนสยาม จัด“เทศกาลผลไม้ GI”
ดูทั้งหมด

UOBAM เปิดมุมมองเศรษฐกิจ-กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 2

07 เม.ย. 2565 | 11:40น.
การลงทุน

UOBAM เปิดมุมมองเศรษฐกิจ-กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 2 ชี้ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายทางการเงินเข้มงวดมากขึ้น เน้นจับตาสงครามรัสเซียและยูเครนและเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง แนะนำการกระจายการลงทุนและปรับพอร์ตระยะสั้นตามสภาวะตลาด ชูธีมลงทุน “ ESG-Healthcare-ตลาดหุ้นจีน-ตลาดหุ้นเอเชีย”

วันที่ 7 เมษายน 2565 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาส่งสัญญาณชะลอตัวลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐที่เศรษฐกิจเข้าสู่วัฏจักรระยะกลาง (Mid Cycle) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ปัญหาราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความกังวลของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้นได้เข้ามาซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อที่มีอยู่เดิมและกดดันให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น

สำหรับการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron Variant นั้นได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว หลาย ๆ ประเทศเริ่มปรับมาตรการในการอยู่ร่วมกับ COVID-19 ในฐานะโรคประจำถิ่นและทยอยกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง

สำหรับสภาวะการลงทุนของตลาดหุ้นในไตรมาสที่ 1 มีการปรับฐานใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดฝั่งสหรัฐ หลังจาก Fed ได้ส่งสัญญาณการยุติมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing : QE) และขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เร็วขึ้นกว่าที่ตลาดคาดก่อนหน้านี้มาก รวมถึงอาจจะเริ่มการลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening) ในช่วงกลางปีนี้เพื่อสกัดปัญหาเงินเฟ้อ นอกจากนี้สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนได้กดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบหลายปี

สำหรับมุมมองการลงทุนในไตรมาส 2

ประเทศไทย

ทั้งนี้เรามองว่าทิศทางของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในช่วงไตรมาสหน้ายังคงทรงตัวในกรอบ 1,600-1,700 จุด แม้ว่าการแพร่ระบาดของ Omicron Variant ยังคงอยู่ แต่รัฐบาลนั้นได้วางแผนการปรับให้ COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่นในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้าและทยอยปรับมาตรการที่ยืดหยุ่นในการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นผลบวกต่อภาคธุรกิจกลุ่มท่องเที่ยวและภาคการบริโภค ทั้งนี้เรายังคงน้ำหนักการลงทุนที่ระดับ Neutral โดยการบริโภคในประเทศและภาคการส่งออกจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว

นอกจากนี้ SET Index อาจจะพอมี Upside ในการปรับคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้าจากการเปิดเมือง แต่เรามองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นในลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลักจากประเทศจีนที่ยังคงดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดรวมถึง Valuation ตลาด ณ ปัจจุบันค่อนข้างตึงตัว ดังนั้น ควรรอจังหวะเพื่อเข้าสะสมหาก SET Index มีการย่อตัวลงต่ำกว่าระดับ 1,610-1,630 จุด

สหรัฐ

ทั้งนี้ เรามีการปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐจาก Slightly Overweight เป็น Neutral แม้ว่าเศรษฐกิจยังคงเติบโตได้ดีอยู่ แนวโน้มการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แต่เศรษฐกิจสหรัฐ ผ่านจุดสูงสุดในช่วงการฟื้นตัวไปแล้วและอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจระยะกลางและ ที่สำคัญกำลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ระดับสูงและนานกว่าที่คาดไว้ตอนแรก

ทำให้ธนาคารกลางต้องใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นและให้จับตาดูความสอดคล้องในการดำเนินนโยบายทางการเงินกับเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง หากธนาคารกลางดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเกินไปอาจจะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอย (Recession) ประกอบการสำหรับ Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐนั้นยังซื้อขายอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

เราแนะนำกระจายการลงทุนในกลุ่มหุ้นที่ทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ (Defensive Play) อย่างหุ้นกลุ่ม Healthcare หรือกลุ่มหุ้นที่มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอและมีคุณภาพ (Quality Growth) โดยอาศัยจังหวะที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีการปรับฐานจากความเสี่ยงข้างต้น ทยอยเข้าสะสมสำหรับการลงทุนในระยะกลาง-ยาวได้

ยุโรป

เราได้ปรับมุมมองการลงทุนจากระดับ Neutral เป็น Slightly Underweight โดยแม้ว่า Valuation อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลและมีปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจจากการเปิดพรมแดนระหว่างประเทศให้สามารถเดินทางภายใต้แนวทางการใช้ Vaccine Passport เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้กองทุน EU Recovery Fund ในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกยังคงมีอยู่ ทำให้ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูง ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อในยุโรปที่มีอยู่เดิมและคาดว่าเงินเฟ้อจะยังเร่งตัวในระดับสูงนานกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB จำเป็นต้องปรับนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น เช่น การปรับลดวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์และอาจจะยุติการเข้าซื้อทั้งหมดภายในไตรมาสที่ 3/2022 พร้อมกับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงปลายปี

นอกจากนี้สำหรับประเด็นสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนน่าจะสรุปข้อยุติได้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้ และจะมีการจัดระเบียบใหม่ที่ลดการพึ่งพาระหว่างชาติสมาชิกในยุโรปกับรัสเซีย

ญี่ปุ่น

เมื่อพิจารณาจาก Valuation ณ ปัจจุบันถือว่ามีความน่าสนใจทั้งในมุมเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยในอดีตและเทียบกับบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ และมี Upside จากการเปิดประเทศ การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่มีความยืดหยุ่นหรือมี Policy Space ที่มากกว่าธนาคารกลางของประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ เนื่องจากระดับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย 2% อยู่มาก ทำให้เราปรับมุมมองจากเดิมที่เป็น Neutral ไปเป็น Slightly Overweight

จีน

ยังคงน้ำหนักการลงทุนในจีนที่ระดับ Slightly Overweight เนื่องจาก Valuation ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจและได้รับรู้ข่าวในเชิงลบไปมากแล้ว และเริ่มเห็นจุดเปลี่ยนในการดำเนินนโยบายทั้งการเงินการคลังไปในทิศทางที่สนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น และคาดว่าจะได้เห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมตลอดปี 2022 เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งการลด RRR, Loan Prime Rate และการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ

สำหรับประเด็นการขาดแคลนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานในจีนก็เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน หลังจากรัฐบาลเข้ามาควบคุมการใช้ไฟฟ้าและราคานำเข้าวัตถุดิบสะท้อนจากตัวเลข PPI ที่ลดลง และ Industrial Production ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด รวมถึงให้จับตาดูการปรับมาตรการในการจัดการ COVID-19 ที่จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอย่าง Dynamic Zero COVID Policy

กลยุทธ์การลงทุน

เรามองว่าในไตรมาสที่ 2/2565 ปัจจัยความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน และเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุน ดังนั้นการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Mode) ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดและไม่ควรที่จะกลัวการลงทุนมากไป (Too Bearish) ด้วยตัวเลือกการลงทุนที่จำกัดในสภาวะปัจจุบัน

การลงทุนในหุ้นยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในช่วงที่สภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง เนื่องจากสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปในรูปแบบของราคาสินค้าหรือบริการที่สูงขึ้นได้บางส่วน ทำให้การลงทุนในหุ้นสามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ด้วยเช่นกัน (Inflation Hedged)

อย่างไรก็ดี ต้องอาศัยการคัดสรร (Selection) และการกระจายการลงทุน (Diversification) ไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย โดยเราแนะนำให้ถือเงินสดและทองคำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และปรับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วลง และกระจายการลงทุนออกไปยังหุ้นกลุ่มประเทศในฝั่งเอเชียที่มี Valuation ที่น่าสนใจและมี Upside จากการเปิดประเทศเพื่อลดความผันผวน

สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในหุ้นสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ส่วน

โดยส่วนแรกพอร์ตลงทุนหลัก (Core Portfolio) ลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกและกระจายการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลายและเหมาะสำหรับการลงทุนอย่างมีคุณภาพในธีมการเติบโตระยะยาว (Secular Growth Themes) อย่างเช่น UGQG, UEV, UNI เป็นต้น รวมถึงกองทุนกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธีม ESG ของ บลจ.ยูโอบี อย่างเช่น UESG หรือ USUS ที่เน้นลงทุนในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม (E : Environmental) สังคม (S : Social) และ ธรรมาภิบาล (G : Governance)

ส่วนการลงทุนในส่วนที่ 2 เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการปรับพอร์ตการลงทุนในระยะสั้นตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป (Tactical Call) เราแนะนำแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ๆ คือ

1) การลงทุนในกลุ่ม Healthcare ในตลาดที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากมีลักษณะทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ (Defensive Play) ที่จะสามารถลดความผันผวนได้ดีในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปที่เข้าสู่ Mid Cycle เรียบร้อยแล้วโดยเราแนะนำกองทุน UOBSHC ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเพื่อสุขภาพทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้พัฒนายารักษาโรคร้ายแรง การพัฒนาวัคซีนใหม่ ๆ ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย รวมไปถึงนวัตกรรมด้านการพบแพทย์และให้คำปรึกษาด้านสุขภาพผ่านระบบออนไลน์ต่าง ๆ

2) การลงทุนในประเทศจีนที่ Valuation ณ ปัจจุบัน ได้ซึมซับข่าวร้ายไปมากแล้ว และเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายจากภาครัฐที่สนับสนุนตลาดมากขึ้น และคาดว่าตลาดจีนจะมี Sentiment ที่ดีขึ้นโดยเราแนะนำกองทุน UCI ที่เน้นลงทุนในหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาด A-Share ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนานวัตกรรมและการบริโภคในประเทศ รวมถึงกองทุน All-China อย่าง UCHINA ที่เน้นลงทุนในหุ้นจีนที่มีคุณภาพและมีศักยภาพในการเติบโตที่ดีตามภาพการบริโภคในจีนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะยาว

3) การลงทุนในตลาดที่ยังมี Upside จากการเปิดประเทศในระยะข้างหน้าอย่างกลุ่มประเทศในฝั่งเอเชียเราแนะนำกองทุน UVO ที่เน้นลงทุนในหุ้นประเทศเวียดนามที่ศักยภาพในการเติบโตที่ดี และตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เริ่มกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง และมีมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเราแนะนำกองทุน UOBSJSM ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การลงทุน ยูโอบี