ทองคำลุ้นผลประชุมเฟด-เงินบาทส่ออ่อนค่าทะลุ 35 บาท “วายแอลจี” หวั่นขึ้นดอกเบี้ย 0.75% กระชากราคาลงแรง เชื่อถึงแม้ทองคำย่อตัวลงยังมีแรงซื้อกลับ เหตุเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ฟาก “โกลเบล็ก” มองทองอาจดีดตัวขึ้นได้หากเฟดไม่ใช้ “ยาแรง” ประสานเสียงให้แนวรับที่ 1,800 ดอลลาร์/ออนซ์
ส่วนกรอบระยะต่อไปอยู่ที่ 1,750-1,900 ดอลลาร์ แนะนักลงทุนเล่นสั้น-ขายทันทีเมื่อราคาดีดตัวขึ้น ด้าน “ห้องค้ากสิกรไทย” ชี้เงินบาทช่วงนี้มีแนวโน้มทดสอบอ่อนค่า 35.00-35.20 บาท/ดอลลาร์
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มราคาทองคำช่วงนี้ต้องติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในกรณีเฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% ซึ่งตลาดรับรู้ข่าวและมีการปรับตัวย่อลงไปแล้ว แต่ก็ยังมองว่าโอกาสที่จะย่อลงไปได้อีก แต่คงไม่ลึกและราคาทองน่าจะรีบาวนด์กลับขึ้นมาได้
แต่หากเฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์กัน ราคาทองคำอาจจะย่อตัวลงแรง โดยตั้งแนวรับแรกไว้ที่ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าหลุดแนวรับแรกก็จะร่วงลงไปถึง 1,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์

“ฉะนั้นระหว่างขึ้นดอกเบี้ย 0.5% และ 0.75% จะมีความต่างค่อนข้างมาก ซึ่งเมื่อทองคำย่อลง ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าซื้อ โดยข้อดีของทองคำในช่วงนี้ด้วยความที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อย่อลงไปถึงจุดหนึ่งจะมีแรงกลับเข้าซื้อ โดยคาดราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,750-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จนกว่าเฟดจะส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ย และด้วยความที่ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นบวกกับสภาวะเงินเฟ้อ เชื่อว่าทองคำจะย่อลงไม่นานและฟื้นกลับขึ้นมาได้” นางพวรรณ์กล่าว
ส่วนราคาทองคำในประเทศ หากราคาทองคำโลก (spot) ย่อลงไปถึง 1,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ค่าเงินบาทยังอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ก็ยังน่าเป็นห่วง ก็มีโอกาสที่ราคาทองคำจะหลุดจาก 30,000 บาท ลงไปที่บริเวณบาทละ 29,000 บาทได้ แต่ก็จะค่อย ๆ ทยอยลดลง
นางพวรรณ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ณ ราคาปัจจุบันมองว่านักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อได้ เนื่องจากราคาไม่ได้สูงมาก แต่เชื่อว่าถ้าเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยก็มีโอกาสย่อลงมาได้อีก เพราะฉะนั้น ต้องจับตาถ้อยแถลงของประธานเฟดหลังจบการประชุม ซึ่งอาจจะส่งผลให้ทองคำย่อลง หรือดีดขึ้นได้
ส่วนความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐเสี่ยงถดถอยคงต้องตามดูเรื่องของการปรับอัตราดอกเบี้ยหรือว่าการปรับลดงบดุลของเฟด ซึ่งตัวนี้จะเป็นตัวกดดันราคาทองคำ ส่วนทิศทางเศรษฐกิจถ้าเงินเฟ้อยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นเท่าไหร่ จะเป็นตัวหนุนราคาทองคำ
“มองไปข้างหน้าหากเศรษฐกิจแย่ ทองคำก็มีโอกาสปรับขึ้น แต่เนื่องจากเฟดมีการปรับอัตราดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ ในทุกรอบการประชุม ราคาทองคำก็จะย่อลงและดีดขึ้นมาแบบนี้ไปตลอด เพราะฉะนั้นแม้ราคาทองคำจะปรับขึ้นมาได้ แต่ก็ยังโดนเฟดกดดันดึงกลับลงมา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YLG กล่าว
นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก กล่าวว่า หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% ราคาทองคำก็มีโอกาสดีดตัวขึ้นได้ แต่หากเฟดใช้ยาแรงปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.75% ราคาทองคำก็น่าจะค่อย ๆ ซึมและย่อตัวลง อย่างไรก็ดี เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำมีการรับรู้ข่าวการขึ้นดอกเบี้ยไปพอสมควร จึงอาจจะไม่ได้ย่อลงอย่างรุนแรง แต่จะเป็นในลักษณะค่อย ๆ ทยอยปรับลดลง โดยมีแนวรับที่ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

“ถ้าหลุดแนวรับลงไป ก็น่าจะมีแรงซื้อและดีดกลับขึ้นมาได้ เนื่องจากตอนนี้สินทรัพย์อื่น ๆ ไม่ค่อยน่าสนใจมากนัก เพราะตลาดค่อนข้างผันผวนหนัก” นายณัฐวุฒิกล่าว
นอกจากนี้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่การวิเคราะห์ราคาทองคำยังมองไปที่ตัวราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงที่ยังเป็นประเด็นกดดันต่อเศรษฐกิจ และระยะถัดไป ทองคำจะมีทิศทางที่ค่อย ๆ ซึมลงเนื่องจากเฟดจะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ เป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ ทั้งระยะสั้นและระยะกลาง โดยมองราคาทองคำน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,750-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ส่วนราคาทองคำในประเทศ มีโอกาสหลุดจากบาทละ 30,000 บาท ลงมาอยู่ที่บริเวณบาทละ 29,500 บาท แต่ด้วยความที่เงินบาทอ่อนค่ามาก จะส่งผลให้ราคาทองคำบาทปรับตัวลงค่อนข้างช้า
“แนะนำนักลงทุนให้ใช้กลยุทธ์ Wait & See เล่นระยะสั้น ไม่แนะนำให้ถือยาว เนื่องจากรับข่าวไปพอสมควร แต่หากผลประชุมเฟดออกมามีสัญญาณบวก หรือมีข่าวดีต่อทองคำ เมื่อทองคำดีดตัวขึ้น แนะนำขายทันทีเพื่อทำกำไร” นายณัฐวุฒิกล่าว
ด้านนางสาวกฤติกา บุญสร้าง ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ห้องค้ากสิกรไทยประเมินว่า ช่วงนี้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มทดสอบระดับอ่อนค่าที่ 35.00-35.20 บาท จากแรงกดดันที่เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ก่อนที่เฟดจะมีการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยนโยบาย
ทั้งนี้ ห้องค้ากสิกรไทย ประเมินว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในรอบนี้ พร้อมประกาศเร่งลดงบดุลให้ถึงอัตราสูงสุดที่ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน เพื่อชะลอเงินเฟ้อ
“เฟดน่าจะส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพื่อจัดการกับเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ย” นางสาวกฤติกากล่าว
อย่างไรก็ดี ตลาดคาดการณ์กันว่ารอบนี้เฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.75% จากนั้นจะปรับขึ้นอีกครั้งละ 0.50% ในรอบเดือน ก.ค. และ ก.ย.ของปีนี้