ย้อนรอย 25 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท จาก วิกฤตต้มยำกุ้ง ถึง วิกฤตเงินเฟ้อ

ลอยตัวค่าบาท 2540

2 กรกฎาคม 2540 ถือเป็นอีกวันที่นักธุรกิจไทยยุคนั้น จดจำไม่รู้ลืม เพราะเป็นวันที่รัฐบาลของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และมี นายทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” จากที่ก่อนหน้านั้น “เงินบาท” ของไทยจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่อยู่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ปฐมบท “วิกฤตต้มยำกุ้ง”

และการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทก็เป็นปฐมบทของ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่ลามไปทั่วเอเชีย

ท่ามกลางเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนแอ รวมทั้งประเทศไทยที่เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ตกเป็นเป้าการโจมตีค่าเงินบาท นำทีมโดยพ่อมดการเงิน “จอร์จ โซรอส” นำทีมนักลงทุนต่างชาติเทขายเงินบาท

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการ ธปท. ได้ต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาทด้วยการใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศเข้าซื้อเงินบาท ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเหลือเพียง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เรียกว่า “หมดกระสุน” ในการปกป้องค่าเงินบาท

จึงนำมาสู่การประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง และ 12 มกราคม 2541 เป็นวันที่เงินบาทอ่อนค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ระดับ 56.1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ในเดือนสิงหาคม 2540 รัฐบาลไทยก็ได้ขอเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจาก “ไอเอ็มเอฟ” เพื่อพยุงเศรษฐกิจประเทศไม่ให้ล้มละลาย

และการอ่อนค่าของเงินบาทกลายเป็นวิกฤตของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มีการกู้เงินต่างประเทศเพื่อมาขยายธุรกิจ ทำให้ภาระหนี้ของแต่ละบริษัทเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

ธุรกิจล้มละลาย-ปิด 56 ไฟแนนซ์

ฟากสถาบันการเงินเจ้าหนี้โดยเฉพาะบริษัทเงินทุน หลายบริษัทอยู่ในฐานะอ่อนแอ เมื่อลูกหนี้ที่เคยกู้เงินขยายการลงทุนมากมาย มีปัญหาไม่สามารถชำระหนี้คืน ปัญหาหนี้เสียก็ลุกลามจนต้องมีการปิดตัวของ 56 ไฟแนนซ์ แม้แต่ธนาคารพาณิชย์ก็อยู่ในสถานะยากลำบาก

ธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมากเข้าสู่ภาวะล้มละลาย ทำให้หนี้เสียหรือเอ็นพีแอลในระบบสถาบันการเงินสูงถึง 45% หรือประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท

บริษัทจำนวนมากประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวจนต้อง “ล้มละลาย” กลายเป็น “คนเคยรวย”



กระทั่งมีการแก้ไขพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2541 แยกหมวด “ฟื้นฟูกิจการ” เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่ประสบปัญหาสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ พร้อมการจัดตั้ง “ศาลล้มละลายกลาง” มีบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมากดิ้นรนต่อสู้เข้ากระบวนการ “ฟื้นฟูกิจการ” ปรับโครงสร้างหนี้จนกลับออกมาแข็งแกร่งได้ เช่นกรณีบริษัท ทีพีไอ

แน่นอนว่าในยุคนั้น “พนักงาน” บริษัทและสถาบันการเงินต่าง ๆ “ตกงาน” จำนวนมาก

วิกฤตซ้อนวิกฤต

จนมาถึง 2 กรกฎาคม 2565 ขณะที่เศรษฐกิจไทยเดินทางผ่านวิกฤตมาอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการเงินโลก หรือ “แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส” ปี 2550-2551 วิกฤตจากมหาอุทกภัย 2554 กระทั่งมาถึงวิกฤตโควิด-19 ที่ทั้งโลกตกอยู่ในภาวะวิกฤตโรคระบาดมากว่า 2 ปี ปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็เข้ามาเติมเชื้อไฟที่นำพาไปสู่วิกฤตใหม่ ๆ ที่หลายคนมองว่าเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต”

เพราะวิกฤตโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุด หลายธุรกิจยังอ่อนแอ รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับ “วิกฤตพลังงาน” ที่นำพาต้นทุนสินค้าและบริการต่าง ๆ พาเหรดปรับราคาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินเฟ้อของไทยในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 7.1% และ ธปท.ก็ยอมรับว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอาจไปถึง 8%

ขณะที่เศรษฐกิจไทยก็มีการฟื้นตัวไม่แข็งแรง ทำให้หลายฝ่ายก็กังวลว่าจะเป็น “stagflation” คือเงินเฟ้อสูงขณะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ

ขณะที่ทั่วโลกก็เผชิญภาวะเงินเฟ้อสูง ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ 9.1% สหรัฐ 8.6% เยอรมนี 7.9% โดยทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี ทำให้ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ต้องออกมาประกาศทำ “สงครามกับเงินเฟ้อ”

สู้สงครามเงินเฟ้อ

และการต่อสู้กับสงครามเงินเฟ้อ ก็กำลังเป็นที่คาดหมายว่าประเทศเศรษฐกิจใหญ่หลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาประเทศเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก อาจต้องเผชิญกับภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย”

ขณะที่ประเทศขนาดเล็กหลายประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สูง ขาดเงินตราต่างประเทศก็กำลังเผชิญหน้ากับภาวะล้มละลายอย่างกรณีของศรีลังกา

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยบทเรียนจากวิกฤตปี 2540 ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ของไทยต่างมีบทเรียนและตั้งการ์ดสูง วันนี้สถานะประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่งในการรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น ต่างจากเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง คือ ไม่ได้มีหนี้ต่างประเทศสูงเหมือนในอดีต ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับที่สูง และสถาบันการเงินก็มีความแข็งแกร่ง

ขณะที่ “ค่าเงินบาท” แม้จะอ่อนค่าทะลุ 35 บาทต่อดอลลาร์ นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร ธปท. กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่ามาจากปัจจัยหลักที่ดอลลาร์แข็งค่า จากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก และดอกเบี้ยที่เร่งปรับขึ้นทำให้ดอลลาร์เป็นที่ต้องการและกดดันค่าเงิน เงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่า แต่คงไม่ได้หวือหวามากนัก และถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ เมื่อเทียบกับในภูมิภาค

จุดชนวนระเบิด “หนี้ครัวเรือน”

ขณะที่ KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทรประเมินว่า สถานการณ์เงินเฟ้อที่เปลี่ยนทิศเป็นขาขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจผ่านช่องทางอัตราดอกเบี้ย จากหนี้ที่อยู่ในระดับสูงทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยที่จะถูกกดดันให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยในภาวะที่เศรษฐกิจมี “หนี้ครัวเรือน” สูงเกินกว่า 90% ของ GDP สูงเป็นลำดับต้น ๆ ของโลกเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยอาจมีความเปราะบางกับสถานการณ์เงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้นมากกว่าหลายประเทศ จากที่หนี้มีแนวโน้มกระจุกตัวในกลุ่มคนรายได้น้อย สะท้อนจากปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง ทำให้เมื่อภาระหนี้เพิ่มขึ้นตามอัตราดอกเบี้ย ครัวเรือนจำเป็นต้องลดการบริโภคลง นอกจากนี้ ครัวเรือนไทยยังมีภาระสินค้าในกลุ่มอาหารและพลังงานในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อสูงกว่า

ดอกเบี้ยขาขึ้น…เศรษฐกิจขาลง

KKP Research ระบุว่า “ดอกเบี้ยขาขึ้น” อาจกดดันให้ “เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะขาลง” ที่ยาวนาน โดยส่งผลกระทบผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1) ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นตามอัตราดอกเบี้ย 2) หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจะกดดันให้การบริโภคเติบโตช้าลงหลังจากนั้น 3-5 ปี และ 3) การกระตุ้นการบริโภคด้วยการก่อหนี้จะถึงทางตัน


และในกรณีเลวร้ายหนี้ครัวเรือนในระดับสูงมักเป็นสัญญาณเตือนวิกฤตในภาคการเงิน แต่ในระยะสั้นประเมินว่ายังมีโอกาสเกิดน้อยในประเทศไทย เนื่องจากไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแรง ตั้งแต่การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ภาระหนี้ต่างประเทศน้อย สถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง และเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ