2 คน 2 สไตล์ เซียนหุ้น VI ลงทุนยามวิกฤตอย่างไร “ไม่เจ๊ง”

2เซียนหุ้น

 

“การลงทุนมีความเสี่ยง” นับเป็นประโยคสำคัญในโลกของการลงทุน เพื่อหวังให้นักลงทุนเกิดความตระหนัก โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนในยามที่ตลาดผันผวนเช่นทุกวันนี้ ซึ่งในทุกครั้งที่ตลาดหุ้นผันผวนมาก ๆ การลงทุนในแบบฉบับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investor) มักจะถูกกล่าวถึงมากเป็นพิเศษ

โดยครั้งนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้พูดคุยกับนักลงทุนประเภทนี้ 2 ท่านด้วยกัน คือ “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” และ “อนุรักษ์ บุญแสวง” หรือเจ้าของฉายา “โจ ลูกอีสาน” มาถ่ายทอดเคล็ดลับการลงทุนเพื่อเอาตัวรอดสู้วิกฤตซ้อนวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

“หุ้นเก็งกำไร-คริปโต” เสี่ยงสูง

เริ่มจาก “ดร.นิเวศน์” ให้มุมมองว่า การลงทุนช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่อันตราย โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงอย่างหุ้นเติบโต (growth stocks) ที่มีการเก็งกำไรสูง ๆ รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลหรือเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีต่าง ๆ ที่ไม่มีพื้นฐานประเมินได้ ซึ่งอันตรายที่สุดเพราะประเมินแล้วภาวะเศรษฐกิจระยะข้างหน้าน่าจะเข้าสู่ช่วงขาลงหรือเศรษฐกิจถดถอย โดยสภาพคล่องทางการเงินจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งจะทำให้สินทรัพย์เก็งกำไรยิ่งกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะเวลาราคาตกจะตกหนักและตกแรง

“การลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นที่เคยเก็งกำไรขึ้นไปสูง ๆ มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E ratio) แบบผิดธรรมชาติระดับ 40-50 เท่าขึ้นไป หรือเป็น 100 เท่า ตรงนี้จะอันตรายมาก เพราะหมดแรงเมื่อไหร่ก็อาจจะล่มสลายง่าย ๆ ดังนั้น การลงทุนประเภทเพื่อหวังกำไรเร็ว ๆ หรือหวังผลตอบแทนสูง ๆ ตรงนี้จะค่อนข้างอันตราย ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สูงเหมือนกับอดีต ต้องตระหนักตรงนี้ไว้ตลอดเวลา” ดร.นิเวศน์กล่าว

แนะกลยุทธ์เลือกหุ้น

“ดร.นิเวศน์” กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่ต้นปีมาน่าจะลดลงไป 5% ในขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศยิ่งลงมาก ซึ่งหากสามารถไปลงทุนต่างประเทศได้ก็แนะนำ เพราะมีโอกาสได้กำไรดีแม้ว่าจะมีความเสี่ยงมากกว่า เพราะในต่างประเทศตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจจะหนักกว่าไทย เช่น ดอกเบี้ยจะขึ้นเร็วและแรงกว่า มีการดูดเงินกลับไปมาก และเงินเฟ้อขึ้นสูง รวมถึงหลายตลาดก็มีโอกาส เมื่อฟื้นตัวก็จะไปได้แรงกว่าหุ้นไทย จึงแนะนำว่าน่าจะพิจารณา ทั้งในตลาดอเมริกา เวียดนาม และตลาดหุ้นจีนที่อาจจะเสี่ยงกว่าที่อื่น



อย่างไรก็ดี ในตลาดหุ้นไทยจริง ๆ แล้วช่วงนี้ยังพอมีหุ้นที่ลงทุนได้ พื้นฐานดี ๆ ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ราคาไม่แพง มีปันผลงาม ๆ ซึ่งก็มีอยู่ในหลายเซ็กเตอร์ อย่างหุ้นที่เน้นเรื่องความจำเป็นต้องอุปโภคบริโภคของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสาธารณูปโภค กลุ่มสื่อสาร รวมไปถึงสถาบันการเงิน ที่นาทีนี้ยังแข็งแกร่ง จ่ายปันผลค่อนข้างดี และราคาหุ้นก็ไม่แพง P/E ยังต่ำกว่า 10 เท่า

“เชื่อว่าหุ้นเหล่านี้น่าจะฝ่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปได้ แล้วถ้าปันผลงาม ๆ ราคาหุ้นไม่แพง ผมว่าก็พอลงทุนได้ แต่อย่าหวังผลเลิศ ต้องคิดว่าลงทุนหุ้นพวกนี้ ถ้าได้ปันผลและราคาหุ้นไม่ลง ถือว่าโอเคแล้ว เพราะถ้าปันผลมีขนาด 5% ขึ้นไป ถือว่าคุ้มค่า” ดร.นิเวศน์ระบุ

ซื้อหุ้นกู้ดีกว่ากอดเงินสด

ส่วนการถือเงินสดนั้น “ดร.นิเวศน์” กล่าวว่า ไม่แนะนำ เพราะการเก็บเงินสดไว้มีความเสี่ยงในตัว ดังนั้น อาจจะเปลี่ยนไปลงทุนตราสารหนี้ในบริษัทที่ดี แข็งแกร่ง และปลอดภัย เช่น หุ้นกู้ที่จ่ายดอกเบี้ย 3% แต่เน้นย้ำว่าต้องเป็นบริษัทเรตติ้งดี ๆ เพราะเวลานี้ถ้าเป็นบริษัทที่เรตติ้งไม่ดี หรือไม่มีเรตติ้งก็อันตราย เพราะไม่รู้ว่าถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ หรือเกิดภาวะทางการเงินรุนแรง อาจจะล้มละลายได้เหมือนกัน

“ธีมทั้งหมด คือ ความปลอดภัยต้องมีในระดับหนึ่ง ถ้าจะลงทุนต้องระวัง ตอนนี้ผมไม่ได้ปรับพอร์ตมาก ส่วนใหญ่ลงทุนเพิ่มในเวียดนาม พอร์ตหุ้นเวียดนามตอนนี้สัดส่วน 25-26% พอร์ตหุ้นไทยมี 70% ยังสูงอยู่ แต่ช่วงนี้ไม่ได้ทำอะไร ซึ่งเป็นหุ้นเก่า ๆ ทั้งนั้น ก็แช่ไว้อย่างนั้นเพราะขายก็ไม่รู้ว่า จะขายไปทำไม ถ้าขายก็ต้องหาที่ลงเพราะพอร์ตในต่างประเทศเราก็ค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว ก็เลยดู ๆ ไปก่อน และหุ้นที่เราถือก็ปลอดภัยพอสมควร” ดร.นิเวศน์กล่าว

ลงทุนสไตล์ “โจ ลูกอีสาน”

ส่วน “โจ ลูกอีสาน” บอกว่า จากที่ตนลงทุนมา 20-30 ปี การันตีได้อย่างหนึ่งว่า วิธีการลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จแน่นอนก็คือ การซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นแบบที่สบายใจก็ซื้อ รู้สึกกลัวก็ขาย รับประกันได้เลยว่าเจ๊งแน่นอน ส่วนการลงทุนช่วงนี้ถ้าระยะสั้นในช่วงที่เหลือของปีที่มีปัจจัยเงินเฟ้อเข้ามากระทบ ธนาคารกลางส่วนใหญ่จะขึ้นดอกเบี้ยก็ต้องดูว่า ถ้าบริษัทที่เราลงทุนมีหนี้สูงก็จะมีรายจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ดังนั้น ต้องดูว่ากระทบอย่างมีนัยหรือไม่ เพราะจะทำให้กำไรลดลงและราคาหุ้นจะลดลงด้วย

“ควรเลือกลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเงินเฟ้อ หรือธุรกิจที่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้บริโภคได้ หรือแม้กระทั่งธุรกิจที่ได้รับประโยชน์เต็ม ๆ จากเงินเฟ้อนั่นก็คือ ธุรกิจที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity)” นายอนุรักษ์กล่าว

ส่วนระยะยาว หลักการเลือกหุ้นที่ดีมี 2-3 ประเด็นใหญ่ ๆ คือ 1.บริษัทต้องมีกำไรเติบโตเท่านั้น เพราะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้นได้ดีที่สุด แต่เน้นย้ำว่าไม่ควรมีการเพิ่มทุน เพื่อไม่ให้เกิด dilution effect ถ้าเรามีหุ้นเหล่านี้ในราคายุติธรรม เชื่อว่าในระยะยาวมีกำไรแน่นอน ซึ่งในอดีตหุ้นกลุ่มนี้ คือ หุ้นค้าปลีก เพราะขายสินค้าจำเป็นต่อผู้บริโภค และที่สำคัญสามารถสร้างยอดขายให้โตได้ต่อเนื่องโดยการขยายสาขา เพียงแต่ในปัจจุบันการขยายตัวของค้าปลีกเริ่มอิ่มตัว ยอดขายและกำไรเริ่มนิ่ง ส่งผลต่อราคาหุ้นไม่ขยับไปไหน


“ทุกวันนี้ก็ยังมีหุ้นค้าปลีกบางแห่งโตได้ แต่ราคาหุ้นไม่ถูก นอกจากนี้ ที่เหลือก็ต้องดู 2.ราคาหุ้นที่ซื้อต้องไม่แพงเกินไป และ 3.ต้องถือหุ้นไว้ตลอดเวลา อย่าเป็นคนขี้ตกใจ ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมากเพราะเราต้องเจอข่าวสารมากมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายอนุรักษ์กล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ