ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 15 บาท ดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ ชลบุรี-ภูเก็ต-กทม. สูงสุด

แรงงาน

ลูกจ้างเตรียมเฮ ! ค่าแรงขึ้นแน่ 5-8% หารือ 3 ฝ่ายลงตัว “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงาน สั่งปลัดเร่งประชุมไตรภาคีให้จบภายในสิงหาฯ ชงเข้าที่ประชุม ครม.กันยาฯ เปิดสูตรขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 12 อัตรา ไม่เท่ากันทุกจังหวัด ภูเก็ต-อีอีซี-กทม.สูงสุด มีผล 1 ต.ค.นี้ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานฯ เปิดใจประนีประนอมยอมรับตัวเลข สภาอุตฯย้ำต้องพิจารณารอบคอบ หวั่นกระทบกลุ่มใช้แรงงานสูง อุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร คาดนายจ้างต้องจ่ายเพิ่ม 15-26 บาท

ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ต้องการให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 492 บาท และเป็นอัตราเดียวกันทุกจังหวัด ที่มีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากไม่ได้มีการปรับขึ้นมากว่า 2 ปี

แม้จะมีเสียงไม่เห็นด้วยจากสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ที่ให้เหตุผลว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากสถานการณ์โควิด-19 และหลายประเภทธุรกิจกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ล่าสุด ดูเหมือนว่า ข้อหารือถึงการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำจะลงตัว และอาจจะมีผลบังคับใช้เร็วกว่าเดิมที่กำหนดไว้ในต้นปี 2566

ต้นกันยาฯชงที่ประชุม ครม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำว่า ได้มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงแรงงานไปประชุมไตรภาคีจังหวัด ซึ่งได้มีการประชุมทุกจังหวัดแล้ว และได้ตัวเลขมาหมดแล้ว โดยจะมีการเกลี่ยตัวเปอร์เซ็นต์ให้เหมาะสม ตัวเลขแต่ละจังหวัดต่างกัน 1-2 บาท และแบ่งเป็น 12 ช่วง ซึ่งตัวเลขจะไม่เท่ากันทุกจังหวัด และเป็นไปไม่ได้ที่จะขึ้นพร้อมกันทุกจังหวัด เพราะจีดีพีแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน



“ได้ให้นโยบายปลัดกระทรวงแรงงานว่าจะต้องทำให้จบภายในเดือนสิงหาคม และน่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วงต้นเดือนกันยายน จากเดิมที่วางเอาไว้ให้มีผลบังคับใช้ช่วงต้นปี 2566 แต่ครั้งนี้เวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมา เราไม่ได้มีการปรับค่าแรงเลย วันนี้เป็นเวลาที่เหมาะสม นายจ้างเห็นดีเห็นงาม เพราะต้องการให้ลูกจ้างอยู่กับเขาต่อ ส่วนตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำที่เรากำหนดอยู่ 5-8% นั้น เรามีพื้นฐานการตั้งตัวเลขมาจากจีดีพีและภาวะเงินเฟ้อ โดยเอาจีดีพีของแต่ละจังหวัดมาบวกลบคูณหารจะสามารถตอบคำถามได้ว่าทำไมแต่ละจังหวัดได้ในปริมาณเท่านี้ ขณะที่สถานการณ์ค่าครองชีพก็พิจารณาจากฐานเดิม ซึ่งในช่วงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พื้นที่จังหวัดในเขตเศรษฐกิจอีอีซี และพื้นที่ กทม. ต้องขึ้นก่อนและสูงขึ้นไป เพราะค่าครองชีพและจีดีพีจังหวัดดังกล่าวสูง”

นายสุชาติย้ำว่า จะเร่งรัดเพื่อนำเข้า ครม.ในเดือนกันยายนให้ได้ ส่วนตัวอยากให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนหารือกับสภานายจ้างว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะปรับให้ขึ้นเร็วกว่าต้นปี 2566 เพราะขณะนี้สินค้าอุปโภคบริโภคมีการปรับตัวไปแล้ว

ตารางค่าแรง

ฝ่ายลูกจ้างยอมรับตัวเลข 5-8%

นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายลูกจ้างได้มีการพูดคุยและตกลงประนีประนอม ยอมลดอัตราการปรับขึ้นค่าแรงจากเดิม 492 บาท ทั่วประเทศ และยอมรับได้กับตัวเลข 5-8% แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ซึ่งเสียงโหวตของคณะกรรมการไตรภาคี (นายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล) ก็น่าจะสรุปให้เป็นวันนี้ได้ เพราะเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เนื่องจากฝ่ายลูกจ้างอดทนรอมาถึง 2 ปี ทั้งยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่อยากซ้ำเติมนายจ้าง เพราะการค้าขายยุคนี้ยากลำบาก ทุกฝ่ายล้วนได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยทางเศรษฐกิจ

“แม้ฝั่งนายจ้างอยากให้ชะลอการปรับขึ้นค่าจ้างไปเป็นเดือนมกราคมปีหน้า แต่เรามองว่าน่าจะปรับได้ในวันที่ 1 ตุลาคม เพราะตอนนี้การส่งออกของไทยที่เป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศโตถึง 7-8% ส่วนจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจำนวนเท่าไหร่นั้น ต้องรอการเคาะจากคณะกรรมการค่าจ้าง กรุงเทพฯ แต่น่าจะขึ้นราว 5% ส่วนภูเก็ตอาจจะอยู่ที่ 6% โดยส่วนตัวคิดว่าไม่น่ามีจังหวัดไหนที่ขึ้นถึง 8% เพราะนายจ้างไม่น่าจะไหว”

จับตาเคาะตัวเลขใหม่

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการค่าจ้าง (ฝ่ายนายจ้าง) กล่าวในเรื่องนี้ว่า คณะกรรมการค่าจ้างชุดใหญ่ยังไม่ได้เคาะตัวเลข ดังนั้นอาจมีการปรับเปลี่ยนตัวเลขได้ ซึ่งมองว่าตัวเลข 5-8% เป็นอัตราในภาวะชดเชยเงินเฟ้อได้ ส่วนจังหวัดไหนขึ้นเท่าไหร่นั้น คงตอบไม่ได้ เพราะการขึ้นค่าแรงแต่ละครั้งต้องพิจารณาหลายมิติ เช่น จะกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะค่าแรงเกี่ยวกับต้นทุนของราคาสินค้า และมิติด้านเวลาว่าใช่เวลาเหมาะสมหรือไม่ ที่สำคัญ ต้องดูภาวะเศรษฐกิจด้วยว่าเป็นช่วงขาขึ้นหรือเปล่า เพราะการประกาศขึ้นค่าแรงจะส่งผลต่อราคาสินค้าที่จะปรับตาม นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานจากที่ที่มีค่าแรงต่ำกว่าไปกระจุกตัวในที่ที่มีค่าแรงสูงกว่าหรือไม่

“เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันให้รอบคอบ และต้องผ่านคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัด, อนุกรรมการกลั่นกรอง, นักวิชาการ และคณะกรรมการค่าจ้างชุดใหญ่ จึงทำให้ต้องใช้เวลาพิจารณาพอสมควร”

ส.อ.ท.ชี้ปรับค่าแรงต้องรอบคอบ

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะอนุกรรมการมาตรการแรงงาน แสดงความเห็นว่า อัตราค่าจ้างแรงงานที่กำลังจะปรับขึ้น เอกชนค่อนข้างที่จะรับได้ แม้จะมีผลต่อต้นทุนการผลิต และทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่เป็นการปรับขึ้นตามสถานการณ์ ซึ่งเอกชนจะต้องบริหารจัดการภายในองค์กรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยขอให้เป็นการทยอยปรับเพื่อให้เอกชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และมีเวลาในการจัดการ แน่นอนว่าการปรับค่าจ้างจะต้องขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละจังหวัด และแต่ละประเภทกลุ่มอาชีพ เพราะฝีมือแรงงานแต่ละอาชีพแตกต่างกัน เช่นเดียวกันแต่ละจังหวัดรายได้เศรษฐกิจก็ไม่เท่ากัน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่าแรง 5-8% ถือว่าเหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ เงินเฟ้อของไทยที่คาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 6% แต่มองว่าไม่ควรที่จะมีการขึ้นค่าแรงทั้งระบบพร้อมกันทั่วประเทศ ควรจะพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และควรจะปรับตามค่าครองชีพ และสภาวะเศรษฐกิจ เพราะหากมีการปรับค่าแรงสูงเกินไปในบางพื้นที่จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน และค่าครองชีพ เพราะเศรษฐกิจโดยรวมกำลังฟื้นจากผลกระทบของโควิด-19

หวั่นกระทบต้นทุนผู้ประกอบการ

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการธุรกิจอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ต้นทุนของผู้ประกอบการมาจากราคาน้ำมันเป็นหลัก เนื่องมีผลต่อต้นทุนค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้ามีผลต่อกระบวนการผลิต แต่ละธุรกิจได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน ขณะที่การปรับค่าแรงขั้นต่ำจะมีผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ การผลิตสินค้าทันที ซึ่งจะส่งผลต่อผู้บริโภค ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงคือกลุ่มที่ใช้แรงงานสูง กลุ่มที่ใช้แรงงานน้อยอาจจะไม่กระทบมาก หากมีการปรับขึ้นจริงจะกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ 5-20% แต่ปัจจุบันบางธุรกิจได้ปรับตัวมาบ้างแล้ว โดยการใช้เครื่องจักร เทคโนโลยีมาทดแทน

สำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่ส่วนใหญ่ยังใช้แรงงานในการผลิตเริ่มตั้งแต่ต้นทาง ส่วนการแปรรูปอาหารจะมีสินค้าบางรายการที่จำเป็นต้องใช้แรงงาน เช่น พืชผัก ผลไม้ หรือปศุสัตว์ ที่ยังไม่สามารถหาเครื่องจักรทดแทนได้ 100% กลุ่มนี้ยังต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้น และเมื่อภาระต้นทุนสูงขึ้น ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องปรับราคาสินค้า สุดท้ายก็จะตกไปถึงผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือหากมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำคือ ช่วยสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น การนำโซลาร์รูฟท็อป การเข้าถึงแหล่งทุน การอำนวยความสะดวกการทำธุรกิจ เช่น การให้บริการในจุดเดียว (national single window : NSW) เพื่อลดการเดินทาง ซึ่งจะทำให้การผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น เป็นต้น

อุตฯชิ้นส่วนรถยนต์ชี้ไม่ส่งผลกระทบ

ดร.สาโรจน์ วสุวานิช กรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยซัมมิท ฮาร์เนส จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์จะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันมีการให้ค่าแรง สวัสดิการ โบนัสต่าง ๆ ถัวเฉลี่ยต่อคนแล้วสูงกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่จ่ายอยู่แล้ว

“แต่หากเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปอาหารต่าง ๆ เอสเอ็มอี ซึ่งใช้แรงงานคนจำนวนมาก การปรับค่าแรงจะทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ด้วยค่าครองชีพต่าง ๆ ที่สูงขึ้นก็เข้าใจว่า มีความจำเป็นต้องปรับค่าแรงขึ้น แต่ขอให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่สูงมากจนเป็นภาระให้ผู้ประกอบการ”

ขณะที่นายศักดิ์ชาย ผลพานิชย์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำจำเป็นต้องปรับขึ้น เพราะทั้งอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 6-7% ค่าครองชีพต่าง ๆ ที่สูงขึ้น แต่การปรับขึ้นต้องพิจารณาจุดที่เหมาะสม และหากปรับขึ้นแล้วจะไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างไร หากปรับค่าจ้างสูงก็จะเป็นภาระให้ผู้ประกอบการ แน่นอนว่าผู้ประกอบการต้องผลักภาระนั้นให้กับผู้บริโภค การปรับขึ้นค่าจ้าง แต่ละพื้นที่อัตราต้องแตกต่างกัน เพราะค่าครองชีพในแต่ละจังหวัดแตกต่างกัน โดยส่วนตัวมองว่า ตัวเลขที่เหมาะสมของการปรับอัตราค่าจ้างน่าจะอยู่ที่ 5-10%

ผู้ประกอบการขนส่งเห็นด้วย

นายสมชาย ทองคำคูณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชัยพัฒนาขนส่งเชียงใหม่ จำกัด (กรีนบัส) กล่าวว่า บริษัทให้ค่าจ้างพนักงานสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว โดยจ่ายต่อเดือน 10,000-12,000 บาท พร้อมค่าจูงใจอีกเดือนละ 3,000-5,000 บาทต่อเดือนต่อคน ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำที่เชียงใหม่อยู่ที่วันละ 310 บาท

จากสถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี 2563 ทำให้บริษัทต้องหยุดการเดินรถต่อเนื่อง จากปี 2562 ที่มีพนักงาน 710 คน มีรถ 140 คัน รถร่วมบริการ เช่น สองแถว หรือมินิบัสอีกราว 200 คัน เหลือรถของบริษัทเองที่วิ่งอยู่ 40 คัน กับพนักงานเหลือราว 200-300 คน ปัจจุบันการเดินรถก็ยังไม่กลับมาเป็นปกติ และพนักงานจำนวนหนึ่งต้องเปลี่ยนไปช่วยงานด้านอื่น โดยเฉพาะด้านการกระจายสินค้า

“สถานการณ์ดีขึ้น จากกรณีกรมการขนส่งทางบก ประกาศขึ้นค่าโดยสารขั้นต่ำให้ 50 สตางค์/กิโลเมตร/คน ทำให้สามารถรองรับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้ และปัจจุบันจ้างพนักงานสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว”

นายภราดร ลิ้มรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บุษราคัมทัวร์ จำกัด กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงไม่กระทบกับบริษัท เนื่องจากจ้างสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว โดยต้นทุนของการเดินรถหลัก ๆ คือ ค่าน้ำมัน 55% ค่าธรรมเนียมกรมการขนส่งทางบก และค่าพนักงาน

“น้ำมันที่แพง และภาวะเศรษฐกิจต่าง ๆ ทำให้ภาครัฐขึ้นค่าโดยสารขั้นต่ำให้ ส่วนนี้สำคัญกว่าค่าแรง เพราะเราจ้างพนักงานสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว” นายภราดรกล่าว

นายวสันต์ ชินชัชวาล กรรมการ บริษัท กรุงสยามทัวร์ กล่าวว่า “การขึ้นค่าแรงเป็นสิ่งที่ต้องเกิด ถือเป็นเรื่องดีเพราะทำให้คนมีรายได้เพิ่ม ก็จะทำให้กำลังซื้อเพิ่ม ตอนขึ้นค่าแรงจาก 215 เป็น 300 บาท ผู้ประกอบการต่างกังวลว่าต้นทุนจะสูง พอผ่าน 300 มาก็สามารถรับราคาได้ เพราะขึ้นแล้วก็จบ”

ไทม์ไลน์ปรับค่าแรงขั้นต่ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนในการพิจารณาปรับค่าแรงขั้นต่ำมี 3 ช่วง ดังนี้ คือ 1) เดือนเมษายน-มิถุนายน 2565 สำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง และสำนักงานแรงงานจังหวัด ดำเนินการสำรวจและประมวลผลค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของ 77 จังหวัด เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาทบทวนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดและกรุงเทพฯ

2) เดือนกรกฎาคม 2565 คณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดและกรุงเทพฯ จะจัดประชุมพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และส่งผลประชุมให้คณะกรรมการค่าจ้าง

และ 3) เดือนสิงหาคม-กันยายน 2565 คณะกรรมการค่าจ้างจัดการประชุมพิจารณาอัตราค่าจ้าง และกรณีคณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ขั้นตอนต่อไปคือ กระทรวงแรงงานจะลงนามเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ทั้งนี้ ตามกำหนดการ คณะกรรมการค่าจ้างสามารถสรุปตัวเลขจาก 77 จังหวัด และพิจารณาอัตราค่าจ้างได้ในเดือนสิงหาคมนี้ เบื้องต้นอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำอาจปรับขึ้นราว 5-8% ตามหลักการปรับสากลที่อิงจากฐานของอัตราเงินเฟ้อ และองค์ประกอบอื่น ๆ ในการคำนวณ เช่น ดัชนีค่าครองชีพ, ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่

หากพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 โดยมีการแยกตามจังหวัดเป็น 10 อัตรา คือ 313 บาท, 315 บาท, 320 บาท, 323 บาท, 324 บาท, 325 บาท, 330 บาท, 331 บาท, 335 บาท, 336 บาท, จังหวัดที่ได้รับอัตราค่าจ้างต่ำสุด คือ 313 บาทต่อวัน ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ถัดมาคือ 320 บาทต่อวัน คือ พัทลุง ส่วนอัตราค่าจ้างสูงสุด 336 บาทต่อวัน ได้แก่ ชลบุรี และภูเก็ต

สำหรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละจังหวัด อาทิ กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 331 บาท ขณะที่พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น กระบี่ อยู่ที่ 325 บาท ส่วนอุตรดิตถ์ น่าน พะเยา นครสวรรค์ เท่ากับ 320 บาท และนครศรีธรรมราช 315 บาท เป็นต้น


หากคำนวณการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ตามคณะกรรมการไตรภาคีคาดการณ์ว่า น่าจะอยู่ที่ 5-8% จะพบตัวเลขของการปรับขึ้นอยู่ที่ประมาณ 15.65-26.88 บาท ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นอัตรานายจ้างยอมรับได้

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ