ศบค.แถลงพบคนไทยอีก 2 ราย ติดเชื้อ “โอไมครอน” จากไนจีเรีย

แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์
แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์

ศบค.แถลงพบคนไทยอีก 2 ราย ติดเชื้อโอไมครอนจากไนจีเรีย เป็นล่าม เดินทางไปกับชาวต่างชาติอีก 17 คน ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ส่วนคนไทยอีก 1 รายในคณะเดียวกันบินต่อไปสวีเดน ผลตรวจเป็นบวกเช่นกัน ล่าสุดระบาดแล้ว 56 ประเทศ

วันที่ 8 ธันวาคม 2564 แพทย์หญิงสุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างแถลงสถานการณ์การติดเชื้อประจำวันว่า วันนี้มีรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) อีก 2 ราย และการระบาดของสายพันธุ์โอไมครอนทั่วโลกพบแล้ว 56 ประเทศ/พื้นที่

โดยผู้ติดเชื้อรายล่าสุดของไทยที่พบดังกล่าว เป็นกลุ่มล่ามมีด้วยกัน 3 คน เป็นคนไทย เดินทางไปประเทศไนจีเรียในงานการประชุมตัวแทนคริสตจักร โดยมีผู้ที่เดินทางไปด้วยกันมีทั้งหมด 20 คน แบ่งเป็น คนไทย 3 คน และอีก 17 คน เป็นชาวต่างชาติ

สำหรับระยะเวลาที่ไปประชุมเป็นช่วงวันที่ 13-23 พฤศจิกายน 2564 พบว่า คนไทย 3 ราย ที่ร่วมในคณะเดินทางดังกล่าว เป็นหญิงไทยอายุ 36 ปี และ 46 ปี ส่วนอีกรายประชุมที่ไนจีเรียเสร็จแล้วเดินทางต่อไปที่ประเทศสวีเดน

ดังนั้น ในขณะนี้เท่ากับว่าคณะดังกล่าวมีผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพียง 2 คน ซึ่งทั้ง 2 รายได้ตรวจด้วยวิธี RT-PCR ที่ไนจีเรียในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 ก่อนเดินทางกลับมาที่ไทยเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2564 และเริ่มมีอาการเจ็บคอ ไอ

เมื่อถึงประเทศไทยก็เข้าสู่ระบบการกักตัวทันที และพบว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ไม่ได้มาจาก 63 ประเทศและพื้นที่ต้นทางที่อนุญาตให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจ RT-PCR ในวันแรกที่มาถึงผลตรวจเป็นบวกทั้ง 2 ราย จึงส่งไปที่ รพ.จนครบกำหนดในวันที่ 5 ธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา

แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2564 องค์การอนามัยโลก(WHO)ได้ประกาศให้ไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์โอไมครอนเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variants of Concern หรือ VOC) ดังนั้นจึงได้มีการนำตัวอย่างของ 2 รายนี้ที่เดินทางจากทวีปแอฟริกามาตรวจเพิ่มเติม ผลก็พบว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่จะติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน

“ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนที่ 3 คือการถอดรหัสพันธุกรรม หรือการทำ whole genome sequencing เพื่อยืนยันว่าเป็นโอไมครอน (Omicron) โดยผลของการทำ whole genome sequencing จะออกมาภายใน 1-2 วันนี้” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว และว่า

ระหว่างนี้ กรมควบคุมโรคได้มีการสอบสวนโรคเพิ่มเติม พบว่าทั้ง 2 รายที่ไปประชุมที่ไนจีเรียมีการทำกิจกรรม และไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย ประกอบกับการที่เขาไม่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้งคู่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับการติดเชื้อ

นอกจากนี้ยังได้มีการสอบสวนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับ 2 รายนี้ด้วย ซึ่งถ้ามีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะมารายงานให้ทราบต่อไป

“ทั้ง 2 รายถึงแม้จะได้มีการรักษาครบไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา แต่ก็ได้มีการคุมสังเกตเพิ่มเติมอีก 7 วัน เพื่อสังเกตอาการ ส่วนอีกรายที่ เดินทางไปไนจีเรียด้วยกัน และขากลับเดินทางต่อไปสวีเดน ได้สอบถามไปที่สวีเดนก็ได้รับรายงานว่ามีการตรวจพบเชื้อเป็นบวกที่สวีเดน”

อย่างไรก็ตาม แพทย์หญิงสุมนีกล่าวย้ำว่า จากสถานการณ์ที่มีเชื้อโอไมครอนระบาดอยู่ในขณะนี้ การป้องกันด้วยมาตรการสูงสุดด้วยมาตรการส่วนบุคคลยังคงใช้ได้เสมอ ขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านยังคงเข้มงวดเรื่องมาตรการส่วนบุคคล

“เชื้อโรคไม่มีทางที่จะทะลุหน้ากากอนามัยออกมาภายนอกได้ ดังนั้นต้องขอเน้นย้ำให้พี่น้องประชาชนยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และหมั่นล้างมือ ไม่ว่าจะไปทำกิจกรรมใดๆก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศไทยมีทิศทางดีขึ้นเรื่อยๆ จำนวนผู้ติดเชื้อก็ลดลง ผู้เสียชีวิตก็น้อยลง ดังนั้นถ้าทุกคน ทุกหน่วยงานช่วยดำเนินการภายใต้มาตรการความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุข ก็จะทำให้มีการพิจารณามาตรการผ่อนคลายในระยะต่อไปมากขึ้น” แพทย์หญิงสุมนีกล่าว



สำหรับความคืบหน้าในการติดตามผู้ที่เดินทางมาจากทวีฟแอฟริกา แพทย์หญิงสุมนีกล่าวต่อว่า ตั้งแต่ช่วงวันที่ 15-27 พฤศจิกายน และ 15 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2564 พบว่ามีการติดตาม 8 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ โดยสรุปมีทั้งสิ้น 333 คน ออกจากประเทศไทยไปแล้ว 55 คน ครบ 14 วันแล้ว 113 คน อยู่ระหว่างกักตัวและตามมาได้รวมทั้งสิ้น 152 คน และยังต้องติดตามตัวอีก 13 คน

ส่วนผู้ที่ติดตามตัวมาได้ 152 คน ได้มีการไปตรวจ RT-PCR ซ้ำ ทั้งหมดไม่มีอาการใดๆ ผลการตรวจออกมาเป็นลบทั้งหมด

ดังนั้นขอให้มั่นใจในระบบสาธารณสุขในเรื่องของมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเฝ้าระวัง การตรวจสอบ การคัดครองผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งระบบการตรวจสอบของบ้านเรายังมีประสิทธิภาพ

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ