เปิดประเทศ 1 พ.ย. รับ 63 ปท.เข้าไทย กทม.ให้ดื่มเหล้าในร้านถึง 3 ทุ่ม

ร้านอาหาร

ไทยเปิดประเทศแล้ววันนี้(1 พ.ย.) ยกเลิกเคอร์ฟิว เว้นแค่ 7 จังหวัดสีแดงเข้ม พร้อมไฟเขียวเพิ่ม 63 ประเทศเข้าไทย ไม่ต้องกักตัว 4 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยวดื่มสุราได้ 1 พ.ย.นี้ กทม.เปิดให้นั่งดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารถึง 3 ทุ่ม เอกชนเชื่อช่วยปลุกยอดขายเพิ่ม 20% “อนุทิน” ยันรับมือได้

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ประเทศไทยประกาศเปิดประเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ รวมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศหลังจากที่ได้รับผลกระทบจาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มาเกือบ 2 ปี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 37 ผ่อนคลายมาตรการโควิด 19 เพื่อรองรับการเปิดประเทศ แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการปรับปรุงพื้นที่จังหวัดตามสถานการณ์ ยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิวเมื่อช่วงค่ำคืน 31 ตุลาคมที่ผ่านมา

ยกเว้น 7 จังหวัดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดที่ยังคงการออกนอกเคหสถานไว้ก่อน ได้แก่ จันทบุรี ตาก นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา

ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุด 30 จังหวัด เป็น 38 จังหวัด พื้นที่ควบคุม 24 จังหวัด เป็น 23 จังหวัด และพื้นที่เฝ้าระวังสูง 5 จังหวัด ได้แก่ นครพนม น่าน บึงกาฬ มุกดาหาร สกลนคร

กล่าวสรุปโดยรวม 66 จังหวัด รวมทั้งกทม.และปริมณฑล แทบจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติตามชีวิตวิถีใหม่ที่ต้องดำเนินมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention)ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

 

4 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยวดื่มสุราได้ 1 พ.ย.นี้

นอกเหนือการปรับพื้นที่สี เพื่อรองรับการเปิดประเทศ การยกเลิกการออกนอกเคหสถาน (ยกเว้นพื้นที่สีแดงเข้ม 7 จังหวัดที่ยังคงเวลา 23.00-03.00 น.) ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ยังผ่อนคลายให้ดื่มแอลกอฮอล์ในบางพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระบี่ พังงา ภูเก็ต

“ช่วงเวลาที่ผ่านมาถือเป็นความท้าทายและเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญที่ประเทศไทยได้ข้ามอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และจากความร่วมมือของมุกภาคส่วนส่งผลให้ผู้ป่วยอาการรุนแรงและผู้เสียชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลโดยข้อเสนอของฝ่ายสาธารณสุขจึงเห็นสมควรให้มีการปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัดจำแนกตามระดับพื้นที่สถานการณ์ รวมทั้งปรับเกณฑ์การพิจารณาให้สอดคล่องกับสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น และรองรับแผนการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยว” ข้อความบางส่วนที่ประกาศในข้อกำหนดถึงความจำเป็นในการผ่อนคลายมาตรการ

กทม.ออกประกาศนั่งดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ถึง 3 ทุ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ในการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 31/2564 ที่มีพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธาน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง สั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 45) ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. ได้มีคำสั่งกำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว และมีการกำหนดมาตรการควบคุมแบบบูรณาการในพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวเพิ่มเติม

คณะกรรมการโรคติดต่อฯ จึงเห็นชอบให้มีมาตรการผ่อนคลายสถานที่ให้สามารถเปิดดำเนินการหรือทำกิจกรรมบางอย่างได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด และมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) โดยเคร่งครัด รวมทั้งต้องมีมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร(Covid Free Setting) โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2564 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกันพิจารณาและมีความห่วงใยในการเปิดให้บริการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชน จึงขอให้ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มดำเนินการปรับปรุงสถานประกอบการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเข้ารับการตรวจประเมินความพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย SHA รวมทั้งเคร่งครัดช่วงเวลาการให้บริการให้อยู่ภายในเวลา 21.00 น. ตามที่กำหนด

เอกชนขานรับ เชื่อช่วยฟื้นยอดขายเพิ่ม 20 %

ถนนข้าวสาร

ทางด้านนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และเปิดให้นั่งทานอาหารที่ร้านได้ ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เราเห็นยอดขายที่หายไปกลับมาประมาณ 50% แล้ว เทียบกับช่วงภาวะปกติ รวมถึงได้เรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบนั่งที่ร้านอาหาร หรือในโรงแรมได้ เนื่องจากปกติแล้ว ร้านอาหารจะมีรายได้จากการขายอาหาร 80% และอีก 20% เป็นการขายเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์

เชื่อว่าเมื่อรัฐบาลอนุญาตให้ร้านอาหาร และโรงแรมขายแอลกอฮอล์ได้ โดยเฉพาะร้านอาหารจะช่วยดึงยอดขายกลับมาได้อีก 20% รวมเป็น 70% จากภาพรวม โดยเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้อนุญาตให้ร้านอาหารและโรงแรมที่ได้รับตราสัญลักษณ์เครื่องหมายมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและสุขอนามัย (เอสเอชเอพลัส) ขายแอลกอฮอล์ ไม่เกินเวลา 21.00 น. เท่านั้น เพื่อสอดรับกับกำหนดการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้ จากข้อมูลบนเว็บไซต์ www.thailandsha.com พบว่ามีร้านอาหารที่ได้รับตราเอสเอชเอพลัสแล้ว จำนวน 1,350 ราย โรงแรม ที่พัก และโฮมสเตย์ จำนวน 657 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แหล่งประกอบการที่ได้รับตราเอสเอชเอพลัสนั้น พนักงานทั้งหมดได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสเกิน 70% แล้ว ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ความมั่นใจและความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงต่างประเทศเพิ่ม 63 ประเทศเข้าไทย ไม่ต้องกักตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2564 นายธานี ทองภักดี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการมาตรการการเดินทางเข้าออกประเทศและการดูแลคนไทยในต่างประเทศ ได้ลงนามในประกาศศูนย์ปฏิบัติการมาตรการการเดินทางเข้าออกประเทศและการดูแลคนไทยในต่างประเทศ เรื่อง การกำหนดรายชื่อประเทศ และพื้นที่ต้นทางที่อนุญาตให้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร สำหรับบุคคลประเภท (13) โดยมีรายชื่อประเทศเพิ่มเป็น 63 จากเดิม 45 ประเทศ 1 เขตปกครองพิเศษ ดังนี้

อนุทินยันรับมือได้ เตรียมความพร้อมทุกด้าน

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

วานนี้(31 ต.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ที่โรงแรมบัดดี้โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ที่จะมีการเปิดโรงเรียน และมีการเปิดประเทศให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวนั้นวันนี้ความพร้อมของรัฐบาลมีเต็มที่ แต่ถ้าได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการประกอบกิจการ กิจกรรมที่ดีเราก็จะเดินหน้าไปได้

นายอนุทินกล่าวว่า ปีที่แล้วเราไม่มีวัคซีนก็ยังผ่านมาได้ ตอนนี้เรามีวัคซีนแล้ว วัคซีนก็กำลังทำงานของมันอย่างเต็มที่ บวกกับการที่เราทุกคนปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคขั้นสูงสุด คือสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ เชื่อว่าจะมีความปลอดภัยมากขึ้น

นอกจากนี้ขอให้มั่นใจว่าวัคซีนที่จัดสรรและฉีดให้กับประชาชนมีความครอบคลุม คนที่ฉีดวัคซีนแล้วจะลดการป่วยหนัก ลดการเสียชีวิตได้ ขณะเดียวกัน ก็มีการเตรีมความพร้อมทางด้านยาและเวชภัณฑ์ไว้รองรับแล้ว

รวมถึงยังมีการพัฒนาระบบกักตัวที่บ้าน และชุมชน (Home Isolation /Community Isolation) เข้ามาเสริม ก็จะช่วยบรรเทาเรื่องเตียง ทำให้มีเตียง มีโรงพยาบาล (รพ.) รองรับผู้ติดเชื้อมีอาการสีเหลืองและสีแดงได้

สธ.ย้ำดื่มแอลกอฮอล์ปัจจัยเสี่ยง งดดื่มดีสุด

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต
นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต

ทางด้านนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันนี้ (1 พ.ย.) เป็นวันแรกที่เปิดประเทศรับผู้เดินทางและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งล่าสุด ศบค.ได้ปรับระดับสถานการณ์ย่อยแต่ละพื้นที่เพื่อรองรับการเปิดประเทศ โดยลดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) เหลือ 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตาก นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา เนื่องจากยังมีการติดเชื้อสูง โดยยังห้ามออกนอกเคหสถาน เวลา 23.00 – 03.00 น. ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้ครอบคลุม เพื่อควบคุมโรคและลดการแพร่เชื้อ

ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) เพิ่มขึ้นเป็น 38 จังหวัดพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 23 จังหวัด นอกจากนี้ ยังปรับลดสถานการณ์โดยกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 5 จังหวัด ได้แก่ นครพนม น่าน บึงกาฬ มุกดาหาร และสกลนคร เนื่องจากมีการติดเชื้อต่ำ และพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) 4 จังหวัด ได้แก่ กทม. กระบี่ พังงา และภูเก็ต เปิดทั้งจังหวัด ส่วนอีก 13 จังหวัดที่เหลือเป็นการเปิดเฉพาะบางพื้นที่ ซึ่งจะใช้มาตรการเดียวกับพื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว)

นายแพทย์เกียรติภูมิกล่าวว่า พื้นที่สีเหลืองและสีฟ้า กิจการกิจกรรมหลายๆ อย่างสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เกือบปกติ แต่พื้นที่สีเหลืองยังไม่ได้เปิดให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ส่วนพื้นที่สีฟ้าแม้จะดื่มในร้านอาหารได้ แต่ได้มอบให้คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครพิจารณาออกแนวทางการให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารอย่างปลอดภัย เพื่อลดการแพร่เชื้อโควิด 19


อย่างไรก็ตาม หากงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้จะดีที่สุด เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดการถอดหน้ากาก และทำให้ขาดสติ การป้องกันตนเองลดลง ส่วนสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ อยู่ระหว่างให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม และจัดทำมาตรการเพื่อรองรับการผ่อนคลายกิจการในระยะถัดไป

“ขอย้ำว่าแม้จะมีการผ่อนคลายกิจการกิจกรรมต่างๆ มากขึ้นในแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว แต่สิ่งสำคัญ คือ ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะมาตรการส่วนบุคคล ป้องกันตนเองสูงสุดตลอดเวลา เว้นระยะห่าง ล้างมือ สวมหน้ากาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดการติดเชื้อและแพร่เชื้อ” ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าว

คลังชี้แรงหนุนเปิดประเทศดันจีดีพีปีนี้โต1%

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แรงหนุนจากการเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2564 จะทำให้เศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ อาจจะเป็นมาตรการทางด้านภาษี อย่างเช่น มาตรการช้อปดีมีคืน เป็นต้น

ด้านดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP Research บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นแล้วแน่นอน โดยไตรมาส 3 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยแล้ว และในไตรมาส 4 นี้น่าจะดีกว่าไตรมาส 3 แต่ไม่น่าจะดีกว่าไตรมาส 4 ปีที่แล้ว

ทั้งปีเศรษฐกิจไทยน่าจะโตได้ราว 0.5-0.7% และมองไปข้างหน้าก็น่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเริ่มเปิดเมือง เปิดประเทศ แต่ก็ต้องระวังความเสี่ยงหากโควิดกลับมาระบาดรุนแรงอีก ซึ่งคาดว่าปีหน้า 2565 เศรษฐกิจจะโตได้ 3.9% ลดลงจากเดิมที่คาด 4.6%

ดร.พิพัฒน์ เชื่อว่ายังไงรัฐบาลก็คงไม่กลับไปปิดเมืองแล้ว เพราะแม้ตัวเลขติดเชื้อจำนวนมากอยู่ แต่อัตราการเสียชีวิต อัตราการเข้าโรงพยาบาลอัตราการเข้าไอซียูลดลง แต่ถามว่าเปิดประเทศแล้ว คนจะมากันเยอะไหม ผมคิดว่ายัง การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะต้องใช้เวลา

“ผมมองว่าการเปิดประเทศตอนนี้ เป็นการซ้อมใหญ่มากกว่า เพื่อจะรับไฮซีซั่นปีหน้า ไม่ใช่ปีนี้ เพราะประเด็นสำคัญคือ เปิดแล้วนักท่องเที่ยวไม่ได้กลับมาในทันที แต่ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ภาพที่เห็นก็น่าจะเป็นคนไทยไปต่างจังหวัดมากขึ้น การท่องเที่ยวในประเทศน่าจะกลับมาก่อน ถ้าการซ้อมใหญ่ผ่านไปด้วยดี นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็คงเริ่มมามากขึ้นช่วงกลางปีหน้า” ดร.พิพัฒน์กล่าว

ศธ.เผย 1 พ.ย.นี้ มีโรงเรียนเปิด on site กว่าหมื่นแห่ง

ตรีนุช เทียนทอง
ตรีนุช เทียนทอง

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สำรวจจำนวนโรงเรียนว่าในภาคเรียนที่ 2/2564 นี้จะใช้รูปแบบใด โดยพบว่ามีทั้งขอเปิดแบบ on site 100% หรือ on site ส่วนใหญ่รวมกว่า 10,000 โรงเรียน

แต่มีบางแห่งขอใช้รูปแบบผสมผสาน และมีบางพื้นที่ที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดยังไม่ให้เปิดแบบ on site ในวันที่ 1พ.ย.นี้ แต่ให้เลื่อนไปเปิดวันที่ 15 พ.ย.2564 แทน

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ระหว่างภาคการศึกษาโรงเรียนหรือสถานศึกษา สามารถจัดการเรียนการสอนได้ทั้งรูปแบบ On site หรือ Online หรือ แบบผสมผสาน (Hybrid), นักเรียน ครู และบุคลากร ทุกคนต้องประเมิน Thai Save Thai (TST) ตามเกณฑ์จำแนกตามเขตพื้นที่การแพร่ระบาด, มีการสุ่มตรวจคัดกรองหาเชื้อ (ATK) ทั้งนักเรียน ครู และบุคลากร เพื่อเฝ้าระวัง

มีการปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเข้มข้น , ทำกิจกรรมร่วมกันในรูปแบบ Small Bubble หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมข้ามกลุ่มกัน และจัดนักเรียนในห้องเรียนขนาดปกติ ไม่เกิน 25 คน หรือจัดให้เว้นระยะห่างระหว่างนักเรียนในห้องเรียนไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร

ตลอดจนมีสถานที่แยกกักตัวในโรงเรียน หรือพื้นที่แยกกักชั่วคราว รวมไปถึงแผนเผชิญเหตุสำหรับรองรับการดูแลรักษาเบื้องต้นกรณีนักเรียน ครู หรือบุคลากรในสถานศึกษากรณีมีการติดเชื้อโควิด-19 หรือ ผลตรวจคัดกรองหาเชื้อเป็นบวก โดยมีการซักซ้อมอย่างเคร่งครัด และควบคุมดูแลการเดินทางกรณีมีการเข้าและออกจากสถานศึกษาอย่างเข้มข้น

ที่สำคัญยังคงยึด 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) ประกอบด้วย1.Distancing เว้นระยะห่าง 2.Mask wearing สวมหน้ากาก 3.Hand washing ล้างมือ 4.Testing คัดกรองวัดไข้ 5.Reducing ลดการแออัด และ 6.Cleaning ทำความสะอาด ส่วน 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) อย่างเข้มข้น คือ 1.Self-care ดูแลตนเอง 2.Spoon ใช้ช้อนกลางส่วนตัว 3.Eating กินอาหารปรุงสุกใหม่ 4.Track ลงทะเบียนเข้า-ออกโรงเรียน 5.Check สำรวจตรวจสอบ และ 6.Quarantine กักกันตัวเอง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ