เปิดประเทศ 2 เดือน ทะลักเข้าไทย 4 แสนคน จับตาโอไมครอนระบาดใหญ่

สนามบิน
ภาพจาก pixabay
รายงาน

31 ธันวาคม 2564 วันสุดท้ายของปี 2564 ครบระยะเวลา 2 เดือนพอดิบพอดี สำหรับการเปิดประเทศของรัฐบาลไทย เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศจากที่ล็อกดาวน์มาเกือบ 2 ปี หลังการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563

แม้จะยังไม่ได้มีการสรุปตัวเลขเม็ดเงินที่เข้าประเทศจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอย่างเป็นทางการ

เปิดประเทศ 2 เดือน แห่เดินทางเข้าไทย 4.1 แสนคน

แต่ล่าสุดศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 ของรัฐบาล หรือ ศบค.ก็รายงานตัวเลขผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2564 ว่ามีผู้เดินทางเข้ามาทั้งสิ้น กว่า 415,258 คน

เฉพาะเดือนธันวาคม 2564 เดือนเดียวมีผู้เดินทางเข้ามาเพิ่มจากเดือน พ.ย.กว่าเท่าตัว และพบผู้ติดเชื้อโควิดทั้งหมดจำนวน 1,330 คน

อย่างไรก็ตาม ในจำนวนผู้ที่เข้ามาในประเทศกว่า 4.1 แสนรายนี้ ไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมด โดยมีคนไทยบางส่วนที่ติดค้างอยู่ในต่างประเทศก่อนหน้านี้เดินทางเข้ามาด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยก 10 ประเทศต้นทางที่เดินทางเข้ามามากที่สุด พบว่า เยอรมนีเข้ามาเป็นอันดับ 1 จำนวน 25,338 ราย มีผู้ติดเชื้อโควิด 53 ราย มีอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ 0.21% สหราชอาณาจักร เข้ามา 19,214 ราย พบผู้ติดเชื้อ 192 ราย อัตราการติดเชื้อ 1.00% รัสเซีย 16,451 ราย พบผู้ติดเชื้อ 69 ราย อัตราการติดเชื้อ 0.42%

10 ประเทศต้นทางมาไทยติดโควิดมากสุด

ขณะที่สหรัฐอเมริกา เข้ามาจำนวน 11,668 ราย อัตราการติดเชื้อ 1.41% ซึ่งสูงสุดใน 10 ประเทศต้นทางที่เข้ามา โดยที่สหรัฐฯ ครองอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนานล่าสุดมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุด จำนวน 55,246,781 ราย ขณะที่การระบาดของไวรัสกลายพันธุ์โอไมครอนแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วจนครบ 50 รัฐไปเรียบร้อยแล้ว

แถมยอดติดเชื้อรายใหม่รายวันยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแต่อย่างใด ยอดคนป่วยใหม่พุ่งทะลุ 4-5 แสนคน/วัน รวมถึงอีกหลายประเทศในยุโรปอย่างสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน รัสเซีย ก็เพิ่มขึ้นหลักหมื่นหลักแสนต่อวันเป็นต้น

ล่าสุดวันนี้ (31 ธ.ค.64) ตัวเลขที่รายงาน สหรัฐฯ พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 565,987 รายภายในวันเดียว และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,354 คน ซึ่งเป็นประเทศที่ยังเสียชีวิตมากสุด ทั้ง ๆ ที่ประชาชนก็มีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดไปแล้วในจำนวนที่ไม่ใช่น้อย

เช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศส มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 206,2432 ราย เสียชีวิต 180 คน สหราชอาณาจักรมาเป็นอันดับ 3 มีผู้ป่วยรายใหม่ 189,013 ราย เสียชีวิต 332 คน สเปน 161,688 ราย เสียชีวิต 74 คน

ขณะที่รัสเซียแม้ผู้ติดเชื้อรายไม่เพิ่มไม่มากเท่าประเทศอื่นในยุโรป โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 21,073 ราย แต่กลับมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากถึง 926 คน สูงเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา

ส่วนสถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ผู้ป่วยรายใหม่ 3,111 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,194,572 ราย หายป่วยแล้ว 2,141,068 ราย เสียชีวิตสะสม 21,604 ราย ส่วนข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563 มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 2,223,435 ราย หายป่วยแล้ว 2,168,494 ราย เสียชีวิตสะสม 21,698 ราย

ขณะที่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทยเรา เวียดนามยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 19,868 ราย เสียชีวิต 240 คน เกาหลีใต้ 5,029 ราย เสียชีวิต 73 คน มาเลเซีย 3,997 ราย เสียชีวิต 34 คน หรือฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,623 ราย แต่มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 133 คน (ตามตาราง)

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

กรมวิทย์สรุปโอไมครอนระบาดเกิน 1,000 ราย กทม.มากสุด

วันเดียวกัน นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าสถานการณ์การติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอไมครอนในประเทศไทยว่า ข้อมูลสะสมตั้งแต่เปิดประเทศ วันที่ 1 พ.ย.-30 ธ.ค. 2564 พบผู้ติดเชื้อโอไมครอน (Potentially) รวม 1,145 ราย ในจำนวนนี้เป็นการติดเชื้อจากต่างประเทศ 620 รายและติดในประเทศ 525 ราย

นพ.ศุภกิจ คาดการณ์ว่า มีแนวโน้มว่าจะเจอการติดเชื้อโอไมครอนในประเทศมากกว่ามาจากต่างประเทศ ซึ่งการระบาดในประเทศเป็นวง 2 วง 3 น่าจะมีมากขึ้น ส่วนเขตสุขภาพหรือพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนมากที่สุด คือ เขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร จำนวน 325 ราย เขตสุขภาพที่ 7 ในภาคอีสาน จำนวน 309 ราย พบที่ จ.กาฬสินธุ์ มากที่สุด และเขตสุขภาพที่ 11 จำนวน 128 ราย พบที่ จ.ภูเก็ต มากที่สุด

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ทำการประเมินเศรษฐกิจที่จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์โอไมครอน(Omicron) ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกและไทยกลับมามีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังเริ่มปรากฏการระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน

อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเกี่ยวกับอัตราการแพร่เชื้อและประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้กันอยู่ มีแต่ออกมาอ้างงว่าการติดเชื้อของสายพันธุ์โอไมครอน อัตราการป่วยหนัก นอนโรงพยาบาล หรือถึงขั้นเสียชีวิต ไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์เดลต้า เพียงแต่ว่าติดเชื้อกระจายไปได้รวดเร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม การที่หลายประเทศเริ่มคุมเข้มด้านการเดินทาง ก็อาจทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 โดยเฉพาะในไตรมาสแรกได้รับผลกระทบ

นักท่องเที่ยว

โดยนางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ภายใต้มาตรการการเดินทางและสุขอนามัยต่างๆ ที่คุมเข้มมากขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงการปิดประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกมีความกังวลต่อความรุนแรงของไวรัสโอไมครอน แม้จะยังไม่มีผลการศึกษาที่แน่ชัด

ทั้งนี้ ในการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากการแพร่ระบาดของไวรัสโอไมครอน จะขึ้นอยู่กับอัตราการแพร่เชื้อ ประสิทธิภาพของวัคซีน และความรุนแรงของโรค ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยแบ่งออกเป็น 2 กรณี ภายใต้สมมติฐานที่การแพร่ะบาดของสายพันธุ์โอไมครอน จะบรรเทาลงในปลายไตรมาสที่ 1 ปี 2565

ในกรณีดีนั้น แม้ไวรัสจะแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แต่หากความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ Delta และวัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันสามารถลดหรือจำกัดระดับความรุนแรงของอาการป่วยได้ ไทยก็อาจไม่จำเป็นต้องมีการล็อกดาวน์

ดังนั้น เศรษฐกิจทั้งปี 2565 ก็ยังน่าจะสามารถฟื้นตัวได้ที่ 3.7% โดยเศรษฐกิจไทยยังจะได้รับแรงหนุนจากการส่งออก การฟื้นตัวของการใช้จ่ายครัวเรือน รวมถึงการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ซึ่งภายใต้กรณีนี้แรงกดดันจากเงินเฟ้อยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ในกรณีแย่ที่สายพันธุ์โอไมครอน มีความรุนแรงเทียบเท่ากับสายพันธุ์ Delta และประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อความจำเป็นต้องมีการนำมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศมาใช้ อาทิ ปิดประเทศ รวมถึงมาตรการล็อกดาวน์ในประเทศตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.8%

ช้อปปิ้งในห้าง
(file photo) : Mladen ANTONOV / AFP

ชี้มาตรการจำกัดการเดินทาง กระทบท่องเที่ยวในประเทศ

ขณะที่นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ขยายความเพิ่มเติมในเรื่องผลกระทบต่อตลาดท่องเที่ยวไทยว่า ในกรณีดีนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565 น่าจะฟื้นตัวมาแตะ 4 ล้านคน จากปีนี้ที่ประมาณ 3.5 แสนคน แต่สำหรับกรณีแย่ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเหลือประมาณ 2 ล้านคน เพราะการท่องเที่ยวจะขาดช่วงไป 2-3 เดือน จากการที่ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย จำเป็นต้องยกระดับการควบคุมการเดินทาง


โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปทุกๆ 1 ล้านคน จะกระทบรายได้จากการท่องเที่ยวราว 7-8 หมื่นล้านบาท

ตามศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองว่า เทศกาลปีใหม่ 2565 น่าจะให้ภาพบรรยากาศที่กลับมาคึกคักมากขึ้นกว่าปีก่อน จาการที่ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้มากขึ้น ประกอบกับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ และการเร่งจัดแคมเปญส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการในช่วงเทศกาล

โดยประเมินว่าจะมีเม็ดเงินจากการใช้จ่ายของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 25‘65 ประมาณ 30,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0% (YoY) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำในช่วงปีใหม่ปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ราคาสินค้าและค่าครองชีพสูงขึ้นด้วย

แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้สมมุติฐานกรณีที่จะต้องไม่มีการระบาดรุนแรงเพิ่มเติม

กระนั้นก็ตาม อย่าลืมว่ารัฐบาลยังมีโจทย์ใหญ่คือการเปิด”สถานบันเทิง” ที่อาจจะเป็นชนวนใหญ่รออยู่ ในวันที่ 16 มกราคม 2565

นับว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์การระบาดอีกครั้งของไวรัสโควิด โดยเฉพาะสายพันธุ์โอไมครอน

หลังเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ 2565 คงต้องกลับมาลุ้นระทึกกันอีกครั้ง !!

 

 

 

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ