เมื่อโควิด-19 จะเป็นโรคประจำถิ่น คนไทยต้องรู้อะไรบ้าง

โควิด

โควิด-19 ในประเทศไทย กำลังเข้าสู่ปีที่ 3 กรมควบคุมโรค ประเมินสถานการณ์ว่าปี 2565 จะปรับสถานะของการแพร่เชื้อเป็น “โรคประจำถิ่น”

กรมควบคุมโรคระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 ว่า เนื่องจากระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกที่วนไปมา โดยเข้ามาหนักในปี 2564 ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และหนักมากในเดือนกันยายน จึงต้องมีมาตรการต่าง ๆ

โดยหลังจากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทำให้การติดเชื้อลดน้อยลง สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทำให้โรคบรรเทาลง จนสามารถเปิดประเทศด้วยแผนอยู่กับโควิด (living with COVID-19) เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ

แต่เมื่อมีการระบาดระลอกใหม่ด้วยเชื้อโอมิครอน ที่ความรุนแรงของอาการผู้ติดเชื้อน้อย และมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ แต่สามารถเชื้อแพร่ได้เร็ว ทางกรมควบคุมโรค จึงพิจารณา เตรียมให้การระบาดครั้งนี้เข้าสู่โรคประจำถิ่น (Endemic) ได้แล้ว

กรุงเทพฯ-ภูเก็ต พื้นที่แรก

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงการติดเชื้อในรูปแบบ Endemic หรือโรคประจำถิ่น ว่า เป็นโรคที่ไม่มีความรุนแรง ซึ่งจะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ การครอบคลุมการฉีดวัคซีนให้ประชากร โดยในขณะนั้น กรุงเทพมหานคร มีอัตราการฉีดวัคซีนในส่วนของผู้สูงอายุครอบคลุมแล้ว 90% และฉีดเข็ม 2 เกือบ 40% เช่นเดียวกับจังหวัดภูเก็ต

ปัจจัยดังกล่าวจึงน่าจะทำให้ 2 จังหวัดข้างต้น เป็นจังหวัดแรก ๆ ที่จะทำให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นได้ โดย นพ.เกียรติภูมิยังไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ทั้ง 2 จังหวัด จะเข้าสู่โรคประจำถิ่นได้เมื่อไร

สธ.เตรียมประกาศ โควิด เป็นโรคประจำถิ่น

นพ.เกียรติภูมิ ได้แถลงข่าว (10 ม.ค.65) ว่า กระทรวงสาธารณสุข เตรียมพิจารณาประกาศให้การระบาดในครั้งนี้ในประเทศไทย เข้าสู่โรคประจำถิ่น โดยให้เหตุประกอบ 3 ข้อ ดังนี้

  1. เชื้อลดความรุนแรง
  2. ประชาชนร่วมมือฉีดวัคซีน มีภูมิคุ้มกันค่อนข้างดี
  3. การบริหารจัดการ ดูแลรักษา และการชะลอการระบาดได้อย่างดี

สำหรับการดำเนินการมาตรการเกี่ยวกับโควิด-19 ในระลอกนี้ จะเน้นการตรวจหาเชื้อด้วย Antigen Test Kit (ATK) เรียกว่า ATK First ส่วนกลุ่มเสี่ยง หรือผู้มีอาการจะใช้การตรวจ RT-PCR สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายเพื่อความเหมาะสม

เปิดแผนรับมือโควิด ระยะต่อไป

1. มาตรการสาธารณสุข ใช้แนวทางการชะลอการระบาด เพื่อให้ระบบสาธารณสุขดูแลทุกคนได้ เพิ่มการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 หรือเข็มที่ 4

2. มาตรการการแพทย์ เนื่องจากโรคไม่มีความรุนแรง จึงเน้นการดูแลมาใช้แบบแยกกักที่บ้าน (Home Isolation) และศูนย์พักคอยในชุมชน (Community Isolation)

3. มาตรการสังคม ประชาชนยึดหลักป้องกันตัวเองสูงสุด (Universal Prevention) เลี่ยงการเข้าสถานที่ไม่ปลอดภัย ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเคร่งครัดให้สถานบริการปลอดโควิด-19 (COVID free setting)

4. มาตรการสนับสนุน ด้านค่ารักษาพยาบาลและการตรวจหาเชื้อ

โรคประจำถิ่น คืออะไร

ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การระบาดของโรคแบ่งออกเป็น 4 ระดับ แบ่งเป็น 

ระดับที่ 1 : Endemic (โรคประจำถิ่น)

โรคที่เกิดขึ้นประจำในพื้นที่นั้น มีอัตราป่วยคงที่และสามารถคาดการณ์ได้ โดยขอบเขตของพื้นที่อาจเป็นเมือง ประเทศ หรือใหญ่กว่านั้นอย่างกลุ่มประเทศ หรือทวีป 

ระดับ 2 : Outbreak (การระบาด) 

สถานการณ์ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทั้งในกรณีโรคประจำถิ่น แต่มีจำนวนผู้ป่วยมากกว่าที่คาดการณ์ หรือในกรณีโรคอุบัติใหม่ ถึงแม้จะมีผู้ป่วยเพียงรายเดียว

ระดับ 3 : Epidemic (โรคระบาด) 

สถานการณ์การระบาดของโรคที่แพร่กระจายกว้างขึ้นในเชิงภูมิศาสตร์ ซึ่งโรคระบาดที่แผ่ไปในพื้นที่ที่กว้างขึ้นนั้นเป็นการระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน และมีจำนวนผู้ติดเชื้อเกินกว่าที่คาดการณ์ได้ 

ระดับ 4 : Pandemic (การระบาดใหญ่/ทั่วโลก)


สถานการณ์การระบาดของโรคที่แพร่กระจายไปทั่วโลก