สธ.กางแผนรับมือโควิดระลอกโอมิครอน รื้อแนวทางรักษาใหม่ HI-CI first ผู้ติดเชื้อใหม่อาการไม่รุนแรงรักษาที่บ้าน คัดกรองเน้น ATK เป็นหลัก ปี 2565 ประกาศเป็นโรคประจำถิ่น
วันที่ 10 มกราคม 2565 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงถึงแผนการรับมือการระบาดโควิดระลอกโอมิครอนว่า ปัจจุบันภาพรวมการแพร่ระบาดตั้งแต่เดือน ม.ค. สายพันธุ์หลักที่มีการติดเชื้อส่วนใหญ่จะกลายเป็นสายพันธุ์โอมิครอนทั้งหมดแล้ว
โดยวันนี้ (10 ม.ค.) สถานการณ์การติดเชื้อโควิดทั่วโลกมียอดการติดเชื้อใหม่ 1.77 ล้านราย สะสม 307 ล้านราย จากปกติติดเชื้อเพิ่มวันละ 4 แสนราย ซึ่งจุดแพร่ระบาดสำคัญยังคงเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา และภูมิภาคยุโรป และแม้การติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น ทว่าการเสียชีวิตและอัตราการป่วยหนักกับลดลง สะท้อนความรุนแรงของโอมิครอนที่น้อยกว่าสายพันธุ์ที่ผ่าน ๆ มา
สำหรับประเทศไทยมีการติดเชื้อใหม่ 7,926 ราย เสียชีวิต 13 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยง 607 ทั้งหมด ซึ่งมีประวัติไม่ได้รับวัคซีนหรือได้รับวัคซีนไม่ครบ 2 เข็มถึง 77% อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในไทยอยู่ในช่วงขาลงสอดคล้องกับสถานการณ์โลก
- ธปท.มั่นใจจีดีพีปีนี้ยืนได้ 3.4% โอมิครอนกระทบแค่ครึ่งปีแรก
- โอมิครอนระบาดเกือบทั่วประเทศ ศบค.คาดเดือน ก.พ.ติดเชื้อ 3 หมื่นราย

HI-CI-ATK first ลดภาระค่าใช้จ่าย
นพ.เกียรติภูมิ กล่าวต่อไปว่า การติดเชื้อในประเทศไทยเป็นไปตามฉากทัศน์ที่เคยคาดการณ์เอาไว้ โดยขณะนี้ไทยไต่ระดับการติดเชื้อตามเส้นสีเทาหรืออัตราการติดเชื้อสูงสุดวันละ 3 หมื่นราย แสดงว่าอาจต้องเพิ่มมาตรการอื่น ๆ เพื่อควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่วนอัตราการเสียชีวิตของไทยยังเป็นไปตามเส้นสีเขียวคือมีสัดส่วนที่ต่ำอยู่
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา สธ.ได้ปรับระดับการเตือนภัยขึ้นเป็นระดับ 4 โดยขอความร่วมมือประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ดำเนินมาตรการอย่างเคร่งครัด โดยในส่วนประชาชนให้เข้าไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้น ขณะที่ภาคองค์กรของความร่วมมือตรวจ ATK พนังงาน และให้ WFH ส่วนโรงงานอาจต้องมีการทำบับเบิลแอนด์ซีล
“แผนการควบคุมโรคในปี 2565 ของ สธ. คือการพยายามควบคุมจำนวนการติดเชื้อไม่สูง ชะลอการระบาด ไม่ให้เกิดโควิดสายพันธุ์ใหม่ และให้ระบบสาธารณสุขของประเทศรับไหว ตลอดจนทำให้โควิดกลายเป็นโรคประจำถิ่นได้ภายในปีนี้”
ทั้งนี้ เพื่อรองรับแผนดังกล่าวจึงได้จัดทำ 4 มาตรการขึ้นมา ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
1.มาตรการสาธารณสุข-ชะลอการระบาด, ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน, คัดกรอง ATK และเฝ้าระวังการกลายพันธุ์
2.มาตรการการแพทย์-เปลี่ยนวิธีการรักษามาเป็นการรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation : HI) และรักษาตัวในชุมชน (Community Isolation : CI) เป็นอันดับแรก เนื่องจากโรคไม่ร้ายแรง และเป็นการลดภาระการรองรับทางสาธารณสุขในประเทศ
3.มาตรการทางสังคม-เน้นการป้องกันตนเองสูงสุดภายในมาตรการ UP ส่วนสถานประกอบการเข้มโควิด ฟรี เซ็ตติ้ง
4.มาตรการสนับสนุน-สนับสนุนค่ารักษาพยาบาล และค่าตรวจต่าง ๆ
ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า นอกจากการทำ HI first และ CI first อาการไม่หนัก เน้นรักษาตัวที่บ้านหรือชุมชนแล้ว อีกประการสำคัญคือการทำ ATK first เป็นด่านสำคัญในการตรวจคัดกรองโรคโควิดแทนวิธี RT-PCR เนื่องจาก RT-PCR มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งที่ผ่านมาไทยเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อด้วยวิธีดังกล่าวไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท
“การใช้ ATK สามารถตรวจโควิดได้ทุกสายพันธุ์ และเป็นการบูรณาการใช้เครื่องมือแพทย์ที่มีอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า”
เปิดเกณฑ์รักษาผู้ป่วยโควิด
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สำหรับแนวทางนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษา ปัจจุบันจะให้ตรวจคัดกรองด้วย ATK หากเป็นการตรวจผ่านหน่วยค้นหาเชิงรุกหรือตรวจภายในสถานพยาบาล ผู้ป่วยโควิดไม่จำเป็นต้องโทร.เข้าเบอร์สายด่วนโควิด 1330 ของ สปสช. หน่วยบริการจุดนั้น ๆ จะเป็นผู้ประเมินอาการเบื้องต้น และส่งตัวผู้ติดเชื้อเพื่อรักษาต่อไป ในกรณีอาการไม่รุนแรงจะเข้าสู่ระบบการรักษา HI หรือ CI แต่ถ้ามีอาการปานกลาง หรือหนักขึ้นจะส่งรักษา Hospitel รพ.สนาม หรือ รพ.หลักต่อไป
ส่วนในกรณีประชาชนเป็นผู้ตรวจ ATK ด้วยตนเอง ต้องโทร.เข้าสายด่วน 1330 จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับภายใน 6 ชม. อาการสีเขียวรักษาในระบบ HI หรือ CI แต่ถ้ามีอาการปานกลาง หรือหนักขึ้นจะส่งรักษา Hospitel รพ.สนาม หรือ รพ.หลัก เช่นเดียวกัน
สำหรับเกณฑ์การส่งต่อเข้า รพ. นั้นผู้ป่วยโควิดต้องมีอาการดังต่อไปนี้
- ไข้สูง 39 องศาเซลเซียส 24 ชม. ขึ้นไป
- หายใจเร็วกว่า 25 ครั้ง/นาที
- ออกซิเจนในเลือดมีค่าน้อยกว่า 94%
- โรคประจำตัวมีการเปลี่ยนแปลง
- ในกลุ่มเด็กมีอาการหายใจลำบาก ซึม ดื่มนม และรับประทานอาหารน้อยลง
นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ในการระบาดระลอกนี้คาดว่ากลุ่มเด็กจะมีการติดเชื้อสูงขึ้น จึงได้ทำแนวทางการรองรับอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การทำยาน้ำฟาวิพิราเวียร์ และสอนการทำยาน้ำฟาวิพิราเวียร์สำหรับเด็กให้แก่ รพ.ต่าง ๆ ทั่วประเทศด้วย พร้อมกับจัดทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลเด็กโดยเฉพาะ
รวมไปถึงการเพิ่มโซน CI สำหรับเด็กอย่างน้อย 1 โซนในแต่ละเขตพื้นที่ พร้อมมีระบบส่งต่อหากมีอาการรุนแรง และยังเตรียมเตียงระบบ 3 สำหรับอาการรุนแรงในเด็กถึง 100 เตียงในเขต กทม.ส่วนกรณีต่างด้าวจัดทำ Factory Isolation ในแคมป์ก่อนสร้าง โรงงาน กรณีมีการติดเชื้อมาก
ขณะที่ปัจจุบันอัตราการครองเตียงในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 22.7% ในทั่วประเทศ แต่เฉพาะ กทม. เพิ่มขึ้นเป็น 30.7% จากเดิม 12.2% โดยขณะนี้มีจำนวนเตียงสูงถึง 1.8 แสนเตียง
“ปัจจุบันเน้นการรักษาใน HI และ CI แต่ไม่ได้แปลว่าการรักษาตัวที่บ้านจะให้อยู่เฉย ๆ ทาง สธ. จะมีการจัดอาหาร 3 มื้อ ยาและเวชภัณฑ์ให้แก่ผู้ป่วยตามสีของการรักษา ส่วนกรณีมีอาการจะมีการให้ยาฟาวิพิราเวียร์ได้ แต่สีเขียวจะไม่ได้ยาฟาวิพิราเวียร์”
ทดลอง 2 หมื่นคู่สาย 1330 รับระบาดหนัก
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารีย์ เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า สำหรับผู้ป่วยโควิดให้ติดต่อสายด่วน 1330 หรือแอดไลน์ @nhso แนบผลตรวจโควิดเพื่อนำรายชื่อเข้าสู่ระบบการรักษา จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับภายใน 6 ชม. ซึ่งตอนนี้มีทั้งหมด 3 พันคู่สาย คอยรับสายประชาชน ไม่ให้มีสายตกค้างหรือตกหล่น
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นจะมีการเพิ่มบุคลากร ซึ่งขณะนี้มีการทดลองระบบการโทร.ให้รองรับมากถึง 2 หมื่นคู่สาย และหากมีความคืบหน้าจะเรียนให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
- โอมิครอนฉุดดัชนีค้าปลีกซึมยาว จี้รัฐเร่งกระตุ้นฟื้นเศรษฐกิจ
- จับสัญญาณ “หุ้นค้าปลีก” ฟื้น กำไรเฉียด 5 หมื่นล้าน-CRC พลิกบวก
