เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์ : เปิดเส้นทางชีวิต ก่อนเป็นนักลงทุนวีไอคนแรกของประเทศ

07 ส.ค. 2565 | 14:16น.
ดร.นิเวศน์ หุ้น
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor)
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)

วันที่ 7 สิงหาคม 2565 “คนรุ่นใหม่” ที่สนใจในเรื่องของ “การลงทุน” จำนวนไม่น้อยมักจะมี “ความฝัน” ว่า วันหนึ่งเขาจะประสบความสำเร็จ กลายเป็นคนที่มี “อิสรภาพทางการเงิน” และเป็น “นักลงทุนเต็มตัว” ที่หาเงินเลี้ยงชีพโดยไม่ต้องทำงานประจำ แต่ลงทุนหรือซื้อขายหลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงินหรือทรัพย์สินดิจิทัลเป็นหลัก

ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขา “ชอบ” และเป็น “อิสรภาพที่แท้จริง” ที่จะทำให้เขา “มีความสุข” เพราะไม่ต้องตรากตรำทำงานหนัก ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นที่ตนเองไม่ชอบ อยากทำอะไรหรือไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ทำได้ ในขณะเดียวกันก็ “ไม่รู้สึกเบื่อ” ยังมีชีวิตที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ เมื่อตลาดหุ้นหรือสิ่งที่ลงทุนขึ้นลงหวือหวาตลอด

ผมเองน่าจะถือว่าผ่านจุดที่เป็นความฝันแบบนั้นมานานพอสมควรแล้ว แต่เป็นการมาถึงที่แทบจะไม่ได้ฝันเลย จะเรียกว่า “มาโดยบังเอิญ” ก็พูดไม่ได้เต็มปากเช่นกัน เพราะความฝันแบบนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นในหมู่ของคนรุ่นใหม่ไม่นานมานี้เอง เหตุผลก็เพราะว่า ตลาดหุ้นหรือตลาดการลงทุนต่าง ๆ นั้น เพิ่งจะบูมมาไม่นาน อาจจะแค่ 10 กว่าปีมานี้เอง แม้แต่คำว่าอิสรภาพทางการเงินเองนั้นก็เป็นคำที่ใหม่มาก

ผมเองก็ไม่เคยรู้จักจนกระทั่งตัวเอง “เกษียณ” จากงานประจำไปแล้ว แต่ในเมื่อคนรุ่นใหม่สนใจและอยากเดินทางไปสู่ความฝันนี้ ผมก็เลยอยากที่จะเล่าเรื่องราวชีวิตของผมแบบสั้นที่สุดว่าแต่ละช่วงเป็นอย่างไรเพื่อว่าจะเป็นบทเรียนสำหรับคนที่อยากเดินทางสายนี้

ผมเองเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนมาก แต่เนื่องจากเรียนดีใช้ได้และเป็นลูกคนสุดท้อง จึงมีโอกาสได้เรียนจนจบปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ทำให้สามารถหางานทำที่มีเงินเดือนค่อนข้างดีในยุคเกือบ 50 ปีมาแล้วตอนอายุ 22 ปี มองย้อนหลังกลับไป ผมเกิดมาก็มีคุณสมบัติเป็น “VI โดยธรรมชาติ” นั่นก็คือ เป็นคนที่ขยันหาเงินตั้งแต่เด็ก ประหยัดอดออม เป็นคนที่ชอบคิดและหาเหตุผล มีวินัยสูง และที่สำคัญก็คือ “ยากจน”

ช่วงอายุต่อมาคือ 23-32 ปี เป็นเวลา 10 ปีนั้น ผมทำงานและเรียนปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจด้านการตลาดไปด้วยในประเทศ และเรียนปริญญาเอกด้านการเงินที่สหรัฐอเมริกาจนจบ และกลับมาเมืองไทยเมื่ออายุ 32 ปี โดยที่ไม่มีเงินเก็บเลยเพราะต้องใช้ในการเรียนและส่งให้พ่อแม่เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว ดังนั้นนี่คือเวลา 10 ปีที่ใช้ไปกับการ “สะสมความรู้” ที่อาจจะพูดได้อย่างหยาบ ๆ ก็คือ “ที่ไม่ทำเงิน”

มองย้อนหลังกลับไป ผมเสียเวลาเรียนโดยที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ผมไปอเมริกาเพราะอยากจะ “เห็นโลก” มากกว่าที่จะอยากรวยหรือประสบความสำเร็จ แต่ลึก ๆ ก็คือ อยากจะมีชื่อว่าเป็น “ด็อกเตอร์” นำหน้าชื่อตัวเอง

กลับจากอเมริกาหลังจากเรียนจบและใช้เวลา 4 ปี ผมก็แต่งงานและเข้าทำงานในสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ก่อนที่จะย้ายไปทำงานในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เมื่อตลาดหุ้นเริ่มบูมอย่างหนักและบริษัทต้องการคนที่จะเข้ามาเริ่มธุรกิจใหม่โดยเฉพาะการทำ IPO เอาหุ้นเข้าตลาด การทำงานในช่วงเวลาประมาณ 12 ปี คือตั้งแต่อายุ 33-44 ปีนี้ มองย้อนหลังแล้วก็เป็นช่วงชีวิตที่ทำงานและดูแลครอบครัวที่มีลูกเล็ก 1 คน โดยที่งานก็ “ไปเรื่อย ๆ” เงินที่ได้รับก็ดีใช้ได้ โดยเฉพาะในช่วงอยู่บริษัทหลักทรัพย์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทุกอย่างเหมือนว่าจะ “อยู่ตัว” แต่ถ้าจะพูดถึง “ความสำเร็จในชีวิต” นั้น ก็แทบจะไม่มี พยายาม “ค้นหาตัวตน” ของตนเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่พบ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ตั้งแต่อายุ 28 ปีที่ “เสี่ยง” เดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกาโดย “ไม่มีเงินเลย” ผมก็ไม่เคยเสี่ยงกับอะไรอีกเลย ดังนั้น ผมคิดว่าผมคงทำงานเป็นลูกจ้างไปจนเกษียณ

วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ตอนอายุ 44 ปี ผมก็พบกับ “โชคร้าย” ซึ่งมองย้อนหลังไปกลับเป็น “โชคดี” ที่ผมต้องถูกให้ออกจากงานในฐานะเป็นผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทที่มีปัญหาและต้องกู้เงินจากแบงก์ชาติ สถานการณ์ที่อาจจะหางานทำที่เหมาะสมไม่ได้ บังคับให้ผมต้องลงทุนเงิน “ก้อนสุดท้าย” เพื่อรักษามาตรฐานการดำรงชีวิตของคนในครอบครัว และหลังจากการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว ผมก็เลือก “ลงทุนเพื่อชีวิต” แบบ “VI” ในตลาดหุ้น ทั้ง ๆ ที่ตลาดหุ้นกำลัง “ล่มสลาย” คน “เลิกเล่นหุ้น” ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันเหลือแค่ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อวัน

ผมลงทุนเต็มที่ด้วยเงินทั้งหมดที่เก็บสะสมมา ส่วนค่าใช้จ่ายประจำวันของครอบครัวนั้น ผมโชคดีที่ยังมีงานเบา ๆ เป็นที่ปรึกษาบริษัทสื่อสารให้ทำต่อมาอีก 3 ปี และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ก็กลับมาทำงานในธนาคารพาณิชย์ที่ปรับโครงสร้างเสร็จจากวิกฤตอีก 3-4 ปี ซึ่งทำให้ผมมีเงินเติมในพอร์ตอีกเป็นเท่าตัว ส่งผลให้พอร์ตโตขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อเทียบกับการเลิกทำงานและลงทุนเพียงอย่างเดียว ผมกลายเป็น “VI ผู้มุ่งมั่น” และเป็นผู้เผยแพร่หลักการลงทุนแบบ VI ในประเทศไทยคนแรก และนี่ก็เป็นสิ่งที่ผม “ฝัน” ว่าจะเป็น

ถึงอายุ 51 ปี พอร์ตการลงทุนของผมก็เพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่เรียกว่ามีอิสรภาพทางการเงินอย่างสมบูรณ์แล้ว ประกอบกับงานที่ทำก็ถึงจุดที่ผม “รับไม่ไหว” เพราะมีความเครียดและความเสี่ยงที่สูงมาก ผมก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำและไม่กลับไปทำอีกเลย

จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 18 ปีแล้ว ผมคิดว่าการใช้เวลากับการลงทุนเลือกหุ้นของผมนั้นใกล้เคียงกับของเดิมตอนที่ผมยังทำงานประจำอยู่ เวลาที่ไม่ได้ไปทำงานนั้นถูกใช้ไปในการอ่านและศึกษาเรื่องราวอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ เรื่องของวิวัฒนาการของมนุษย์ และพฤติกรรมของเขา เรื่องของสังคมและการเมืองที่เราสนใจแต่ไม่เข้าใจอีกมากมาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับการลงทุนทั้งสิ้น

ระยะเวลาของการลงทุน เต็มตัว 25 ปี นับจากปี 2540 ทำให้พอร์ตโตขึ้นมากมาย “เหนือจินตนาการ” ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปอย่างสิ้นเชิง แต่จริง ๆ แล้วเป็นการ “เปลี่ยนทีละน้อย” นั่นคือ ดีขึ้นเล็กน้อย “แบบทบต้น” เกือบทุกปี เช่นเดียวกัน ความรู้และปรัชญาทางความคิดก็ปรับดีขึ้นทุกปี ในด้านสังคมก็ได้รับการยอมรับนับถือและมีคนฟังเวลาเราพูดมากขึ้น

แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตประจำวันของผมเลย ผมยังใช้ชีวิตคล้าย ๆ กับช่วงเวลาก่อนที่ผมจะเริ่มลงทุนเต็มตัว นั่นก็คือชีวิตของคน “ชั้นกลางค่อนข้างดี” ที่เดินทางไปกินอาหารภัตตาคาร จ่ายตลาดและทำอาหารกินเองบ้าง เดินทางบ่อย ๆ ด้วยรถไฟฟ้า ออกกำลังตามสวนสาธารณะและไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 2-3 ครั้ง ดูหนังฟังเพลงในยูทูบและติดตามข่าวสารพัดในสื่อสมัยใหม่ เป็นต้น

โดยที่ความสุขนั้นยังใกล้เคียงของเดิมก่อนที่จะร่ำรวยและแม้แต่ช่วงที่ยังจนอยู่ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมตระหนักว่าเงินซื้อความสุขจริง ๆ ไม่ได้ แต่ผมก็เชื่อเช่นกันว่าเงินนั้นสามารถซื้อความทุกข์หลายอย่างทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นทิ้งไปได้ และนี่ก็อาจจะเป็นประโยชน์ของเงินจริง ๆ