เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

อัพเดท “ส่งออกไทย” กระจุกตัว3อุตฯหลัก วนเวียนสินค้าเดิม เจาะตลาดใหม่ลดลง

18 ม.ค. 2561 | 14:21น.

18 ม.ค. 2561 ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2561 “Re-design Thailand ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”

โดยผศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวในหัวข้อ “พลวัตการส่งออกเเละการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย” ว่า โครงสร้างการส่งออกของไทย ในปัจจุบันยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการส่งออกในอัตราที่สูงกว่าร้อยละ 70% ของมวลรวมทั้งประเทศ อีกทั้งยังมีการตลาดภายในที่ค่อนข้างจำกัด เเละยังเป็นฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้นการส่งออกยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

สิ่งเเรกต้องหันหลับมามองโครงสร้างการส่งออกของประเทศ 2 ส่วนหลัก คือ การกระจุก กระจายตัวของสินค้าการส่งออกอยู่ที่ไหน เเละดูในเรื่องของพลวัตรการส่งออก ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกสินค้าเดิมไปยังตลาดเดิม หรือการส่งสินค้าใหม่ ไปยังตลาดใหม่ รวมถึงการเจาะตลาดใหม่อีกด้วย

@ส่งออกไทยกระจุกตัว “อิเล็กทรอนิกส์-ยาง พลาสติก-ยานยนต์”

ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวว่า ความสามารถในการเเข่งขัน เปรียบเทียบประเทศไทยกับ 4 ประเทศหลักคือ จีน เกาหลีใต้ เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีการส่งออกที่ดี เเละประเทศมาเลเซีย อีกหนึ่งประเทศที่มีการเปรียบเทียบกับไทยมาโดยตลอด

โดยการส่งออกของประเทศ กระจุกตัวอยู่ใน 3 สินค้า คือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เเละเครื่องจักรกล ที่มีสัดส่วนการส่งออกกว่าร้อยละ 38% ของการส่งออกทั้งหมด ต่อมาคือสินค้าประเภทยางเเละพลาสติก มีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ร้อยละ 10% จากการส่งออกทั้งหมด เเละสุดท้ายคือสินค้าประเภทยานยนต์เเละชิ้นส่วน มีสัดส่วนส่งออกอยู่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4% ในปี 2002 มาเป็นร้อยละ 11% ในปี 2016

อย่างไรก็ตามจากการดูสินค้าที่ประเทศไทยส่งออก เหมือนว่ามีการกระจุกตัวอยู่เเค่ 3 สินค้า หรือ 3 อุตสาหกรรมหลักๆ หากมองลงไปในพิกัดการส่งออกที่ลึกลงไปที่สุด พบว่า เมื่อนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า HHI Index (ดัชนีวัดการกระจุก-กระจายตัวของสินค้าส่งออก) จะสามารถนำไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศได้

“เครื่องมือนี้ หากค่า HHI เข้าใกล้ 0 นั้นคือ มูลค่าการส่งออกของสินค้าเเต่ละตัวมีเเนวโน้มที่ใกล้เคียงกัน มีการกระจายตัวของการส่งออกที่ค่อนข้างดี เเต่หากค่า HHI มีค่าสูง เข้าใกล้เลข 1 เเสดงว่า การส่งออกสินค้ากระจุกตัวอยู่ที่สินค้าใดสินค้าหนึ่ง สำหรับประเทศไทยยังอยู่ในระดับการกระจายตัวค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับมาเลเซีย เกาหลีใต้ เเละเวียดนาม เเต่ใกล้เคียงกับการส่งออกจากประเทศจีน” ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวเเละว่า

เทรนด์การส่งออกมีการกระจุกตัวเพิ่มขึ้นก่อนวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2009 ภายหลังการส่งออกมีการกระจายตัวมากขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยการกระจายตัวของการส่งออกในประเทศไทยกระจายในทุกอุตสาหกรรมหลักในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยา เสื้อผ้า เเละอาหารเเช่เย็น ซึ่งยังพบว่าในอาหารเเปรรูปมีการกระจุกตัวมากขึ้น ในกุ้งเเปรรูป เเละทูน่ากระป๋อง

ขณะที่ตลาดของประเทศไทยมีการกระจายตัวก่อนปี 2008 มากขึ้นเนื่องจากมีการส่งออกไปที่ประเทศจีน ในภายหลังการกระจายตัวมีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอุตสาหกรรมเป็นหลัก มีการส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น เเละในปี 2015-2016 มีการต้อนรับการกลับมาของประเทศที่พัฒนาเเล้ว ทำให้การกระจายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

@ไทยส่งสินค้าเดิมไปยังตลาดเดิมมากขึ้น เจาะตลาดใหม่ลดลง

ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ เปิดเผยอีกว่า การส่งออกเกิดมาจาก 4 ส่วนหลักคือ (1) การส่งสินค้าเดิมไปยังตลาดเดิม Intensive Margin (2) การผลิตสินค้าใหม่ Extensive Products (3) ส่งออกสินค้าเดิมไปตลาดใหม่ Extensive Market (4) ออกจากตลาด Death

เมื่อลองเปรียบเทียบ Margin กับการส่งออกสินค้าของประเทศไทย เห็นเเนวโน้มการส่งสินค้าเดิมไปยังตลาดเดิมมากขึ้น เเต่ในการเจาะตลาดใหม่มีเเนวโน้มลดลง เช่นในจีน เจาะตลาดเดิมค่อนข่างมาก พอลองเอา margin เทียบกับตลาดเดิม 3 ปี ช่วงเวลาปี 2002-2016 พบว่า จีน เกาหลีใต้ เเละเวียดนาม สามารถเพิ่มตลาดได้ดีในเวลาดังกล่าว เเต่ไทยยังทรงตัว ซึ่งตัวที่ฉุด คือ อุตสาหกรรมอาหาร เช่นอาหารเเช่เเข็ง อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมยานยนต์ เเละเมื่อเอา Margin ไปเปรียบเทียบกับตลาดโลก พบว่า ประเทศไทยมีความสามารถในการส่งสินค้าใหม่ในตลาดโลกลดลง เเต่จีน เกาหลีใต้ กลับเพิ่มขึ้น การลดลงมาจากความสามารถในการผลิตสินค้าใหม่ ส่งออกสินค้าใหม่ไปยังตลาดโลกลดลง เเต่ยังมีอุตสาหกรรมที่เพิ่มการส่งออกไปยังตลาดโลก คือกลุ่มของเคมีภัณฑ์

“ความสามารถในการเจาะตลาดใหม่ของเราเมื่อเทียบในตลาดโลก มันลดลงในทุกอุตสาหกรรม เวลาเปิดตลาดใหม่ ส่งสินค้าใหม่ประเทศไทยอยู่รอดเเค่ 22% เเต่เราเจอว่าอุตสหกรรมที่ผลิตสินค้าเดิมส่งออกไปตลาดเดิมมันดีขึ้น ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้น สรุปโครงสร้างคือ การส่งออกสินค้าในตลาดเดิมมันทรงตัว เเต่การส่งออกสินค้าในตลาดโลกลดลง การส่งออกสินค้าใหม่ดีบางตัว ทำให้การกระจายตัวของตลาดมีเเนวโน้มทรงตัว”

ผศ.ดร.จุฑาทิพย์ สรุปสถานการณ์ส่งออกไทยเป็น 3 ส่วนคือ (1) การส่งออกสิ่งค้าเดิมในตลาดเดิมยังสำคัญ รายได้จากตรงนี้ควรเน้นเรื่องการเอามาวิจัย เเละเป็นทุนอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาสินค้าใหม่ต้องใช้เวลา มีความเสี่ยงสูง (2) การส่งออกสินค้าใหม่ยังไม่ได้กระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เเม้ต้องใช้เวลาพัฒนานนาน เเต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ เเละ(3) ความสามารถในการเจาะตลาดใหม่เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเทียบของไทยกับตลาดโลกลดลงในทุกอุตสาหกรรม ต้องให้ความสำคัญในเชิงคุณภาพในการเจาะการตลาดเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่มุ่งเน้นเเต่จำนวนตลาดที่เปิดใหม่ เเต่ควรให้ตลาดสามารถรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างมีนัยยะสำคัญเเละต่อเนื่องอีกด้วย