สรท. คงเป้าส่งออก 6-8% มองปัจจัยลบรุมเร้าทั้งต้นทุนเพิ่มจากศึกภายนอกศึกภายใน กลุ่มอาหารช่วยดึงสถานการณ์ให้ดีขึ้น วอนรัฐช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซล และค่าไฟ Ft ให้ยาวที่สุดถึงปี 2566
วันที่ 6 กันยายน 2565 นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) คาดการณ์ว่า ตัวเลขการส่งออกปี 2565 ยังคงไว้ที่ 6-8% (ณ เดือน ก.ย. 2565) หรือมีมูลค่า 293,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐซึ่ง ซึ่งในกรอบสูงสุดที่ 8% นั้น มีปัจจัยบวกมาจาก การส่งออกของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่เป็นธงสำคัญ และไทยยังได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาท ส่งผลให้การเติบโตของภาคการส่งออกยังเป็นไปตามที่คาดไว้
“ส่งออกเราอาจโตได้ถึง 10% ในช่วงที่เหลืออีกเพียง 5 เดือน แต่เราทำคนเดียวไม่ได้ต้องช่วยกัน โดยเฉพาะในส่วนของภาครัฐ ที่เราต้องการให้ช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ก่อนให้นานที่ถึงจนถึงสิ้นปีหรือปีหน้า ช่วยทยอยขึ้นค่า Ft ช่วยพิจารณาให้เอกชนปรับราคาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมากตอนนี้”

อย่างไรก็ตาม การที่ สรท.คงตัวเลขการส่งออกไว้เท่าเดิม เนื่องจากปัจจัยลบมีมากกว่าปัจจัยบวก คือ
1.อัตราเงินเฟ้อโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง IMF คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2565 ประเทศพัฒนาแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 6.6% และประเทศเกิดขึ้นหรือประเทศกำลังพัฒนาอยู่ที่ 9.5% ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น กำลังซื้อผู้บริโภคในระดับกลางและระดับล่างทั่วโลกมีสัญญาณชะลดตัว
2.ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังคงยืดเยื้อ ปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ประกอบการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า (Ft) ภายในประเทศ ส่งผลต่อเนื่องถึงต้นทุนภาคการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและต้นทุนในการดำรงชีวิตภาคครัวเรือน ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก
3.สถานการณ์ค่าระวางขนส่งสินค้าทางทะเลยังทรงตัวในระดับสูง และเริ่มมีการปรับลดลงในหลายเส้นทาง แม้จะลดลง 20% แต่เมื่อเทียบกับตอนก่อนนี้ที่พุ่งขึ้นถึง 400% ดังนั้นค่าระวางจึงยังถือว่าอยู่ในระดับสูงอยู่ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวนเปลี่ยนแปลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่สถานการณ์ตู้เปล่าเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น
4.ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เหล็ก ธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดทานตะวัน แป้งสาลี อาหารสัตว์ ปุ๋ย เป็นต้น
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือน ก.ค. 2565 เทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2564 พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 23,629.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4.3% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 829,029 ล้านบาท ขยายตัว 17.0% ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 27,289.8 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23.9% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 968,940 ล้านบาท ขยายตัว 38.7%
ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือน ก.ค. 2565 ขาดดุลเท่ากับ 3,660.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 139,911 ล้านบาท

โดยภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม-กรกฎาคมของปี 2565 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 172,814.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 11.5% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 5,774,277 ล้านบาท ขยายตัว 22.2% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในช่วงมกราคม-กรกฎาคม ขยายตัว 8.3%)
ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 182,730.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.4% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 6,192,216 ล้านบาท ขยายตัว 33% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือน ม.ค.-ก.ค. ของปี 2565 ขาดดุลเท่ากับ 9,916.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 417,939 ล้านบาท
“ปัจจัยภายนอกเองอย่างในอเมริกาเงินเฟ้อยังสูงและมีแนวโน้มว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ส่วนยุโรปปัญหาคือราคาพลังงานที่สูงการขาดแคลนพลังงาน เงินเฟ้อสูง ทำให้เศรษฐกิจยุโรปยังชะลอตัว ส่วนจีนไม่เพียงการขาดแคลนพลังงานแต่กลับมาเจอปัญหาภัยแล้ง บวกกับหลายมณฑลต้องล็อกดาวน์ประเทศเพราะโควิดซ้ำอีก สิ่งเหล่านี้ฉุดการส่งออกไทย ออร์เดอร์หายไป”