sacit เผยความสำเร็จในการส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทย สู่เชิงพาณิชย์ ภาพรวมยอดจำหน่ายจากโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ มูลค่ารวมกว่า 218 ล้านบาท พร้อมปลุกกระแสการสืบสานอนุรักษ์หัตถศิลป์ไทยผ่านคนดัง Friend of sacit เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างตลาดที่เติบโตอย่างยั่งยืน
วันที่ 23 กันยายน 2565 นายภาวี โพธิ์ยี่ รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2565 sacit ได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายงานศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ช่างฝีมือและผู้ประกอบการด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงคุณค่าและมูลค่า ผ่านกิจกรรมสำคัญ ๆ
ได้แก่ งานอัตลักษณ์แห่งสยาม และงาน Crafts Bangkok 2022, งาน sacit เพลินคราฟต์ และงาน sacit craft fair 2022 ซึ่งรวมยอดขายและกระตุ้นเศรษฐกิจภาคงานศิลปหัตถกรรมไทยรวมกว่า 218 ล้าน (218,405,871) แยกเป็น ยอดจำหน่ายในงานอัตลักษณ์แห่งสยาม และงาน Crafts Bangkok 2022 รวม 157 ล้านบาท
งาน sacit เพลินคราฟต์ รวม 30,731,768 บาท และงาน sacit craft fair 2022 รวม 30,674,103 บาท ซึ่งเป็นการผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลักดันและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทย

อีกทั้ง จากการจัดงานที่ผ่านมา ยังสะท้อนได้ว่าประชาชนทุกช่วงวัยหันมาให้การตอบรับงานศิลปหัตถกรรมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพบว่ามีผู้ให้ความสนใจเข้าชมงานแต่ละครั้ง ไม่ต่ำกว่า 30,000 ราย และยังส่งเสริมสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอีกด้วย ตลอดจนเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายที่ให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้อย่างสะดวก ด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ ในชื่อ sacit shop Application หรือเว็บไซต์ sacitshop.com
sacit ยังคงมุ่งอนุรักษ์ รักษาคุณค่าภูมิปัญญา ทักษะฝีมือ และองค์ความรู้เชิงช่างที่อยู่ในตัวบุคคลไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา และส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยกันอนุรักษ์ รักษา สืบสาน ผ่านกิจกรรมเฟ้นหาผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยที่ดำเนินงานมาทุกปี โดยนำมาเชิดชูเป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม
ปัจจุบันรวบรวมแล้วกว่า 434 ราย (ครูศิลป์ฯ 105 ราย / ครูช่างฯ 242 ราย / ทายาทฯ 87 ราย) โดยนำบุคคลเหล่านี้มาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของตลาดและสอดคล้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยยังคงคุณค่าในภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมา แต่ปรับรูปแบบและวิธีการนำเสนอให้สอดคล้องกับตลาดในปัจจุบัน
นอกจากนี้ sacit ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสร้างวัฒนธรรมในงานศิลปหัตถกรรมไทยไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเร่งส่งเสริมและพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างสร้างสรรค์ ที่สอดคล้องกับนโยบาย Creative Economy ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ มีความสามารถ แข่งขันในตลาดสากล
ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทย ด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเน้นการพัฒนาอย่างสมดุล และยั่งยืน บนพื้นฐานความได้เปรียบของประเทศ ทั้งในด้านความหลากหลายของวัฒนธรรม และภูมิปัญญาด้านงานศิลปหัตถกรรมที่สามารถนำมาต่อยอดในเชิงสร้างสรรค์ได้
ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแนวนโยบาย Soft Power ให้ไทยไปผงาดอยู่ในเวทีโลก โดยอาศัยจุดแข็งของประเทศ อาทิ ความโดดเด่นทางศิลปวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของวิถีชีวิตและความเป็นไทยด้านต่าง ๆ
ซึ่ง sacit ได้ขานรับแนวนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจที่ครอบคลุมในการสร้างวัฒนธรรมงานศิลปหัตถกรรมไทยให้แก่สังคมไทย เพื่อมุ่งสร้างค่านิยมในการใช้ผลิตภัณฑ์งานศิลปหัตถกรรมให้แพร่หลาย ผ่านการสร้างสิ่งแวดล้อม (Ecosystems) ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างยั่งยืน และการเสริมสร้าง Soft Power
ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ มีเป้าหมายในการสื่อสารและสร้างค่านิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้สืบสานส่งต่อความเป็นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคน Gen Y ที่อยู่ในช่วงวัย 25-40 ปี ซึ่งมีบทบาทและอิทธิพลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ดังนั้น ในอนาคต sacit จึงมีแนวทางในการดำเนินงานสร้างวัฒนธรรมการใช้ศิลปหัตถกรรมไทย ในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดความรัก หวงแหน และร่วมภาคภูมิใจ ปลุกกระแสความนิยมในงานศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านกิจกรรมความบันเทิง และบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพล (Key Opinion Leader) ผ่านกิจกรรม Friend of sacit ที่สามารถเชื่อมต่อกับพฤติกรรมของผู้บริโภค และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยการสร้างคอนเทนต์ สอดแทรกองค์ความรู้และภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทย
อาทิ การจัดงาน Craft Festival, การใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางไปยังคนรุ่นใหม่ เช่น แพลตฟอร์ม Tiktok, Facebook, Instagram เพื่อสร้างให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เกิดทัศนคติที่ดี เกิดความภาคภูมิใจในงานศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาและรากฐานสำคัญอันเป็นอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งค่านิยมและวัฒนธรรมงานศิลปหัตถกรรมเหล่านี้ จะถูกส่งต่อสร้างกระแสออกไปในผู้คนในสังคมได้ เพื่อให้เกิดเครือข่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยขนาดใหญ่ต่อไป