รีแบรนด์ “อีลีทการ์ด” เน้นกลยุทธ์ท่องเที่ยวควบโอกาสทางธุรกิจ
กูรูประเมินปีหน้า “เศรษฐกิจถดถอย” มาแน่ แต่คนรวยยังจับจ่าย รีแบรนด์ “อีลีทการ์ด” สู่ “ไทยแลนด์ พริวิเลจ” เน้นกลยุทธ์ท่องเที่ยวควบโอกาสทางธุรกิจ ตั้งเป้าปี’66 ขยายฐานสมาชิกใหม่ 10,000 คน
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และในฐานะประธานกรรมการบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2566 ททท.ตั้งเป้าสร้างรายได้จากภาคการท่องเที่ยวราว 2.38 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 80% ของปี 2562 ที่นักท่องเที่ยวสร้างรายได้ที่ราว 3 ล้านล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนราว 50% ของก่อนการระบาด ดังนั้น ภารกิจของ ททท.จำเป็นต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ นักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูงเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น
สำหรับความท้าทายของสถานการณ์ท่องเที่ยวในปี 2566 นายยุทธศักดิ์ประเมินว่า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น การปรับตัวขึ้นของธนาคารกลางหลายแห่ง และปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ถือเป็นความเสี่ยงที่ท้าทายภาคการท่องเที่ยวในปี 2566
อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกลุ่มผู้มีรายได้สูงอาจยังคงมีการใช้จ่ายที่สูงอยู่ โดยมีการประเมินว่าในปี 2573 ตลาดการท่องเที่ยวลักเซอรี่ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 8,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.95 แสนล้านบาท มีพฤติกรรมสนใจท่องเที่ยวแอดเวนเจอร์ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา และมีแนวโน้มการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาพ ด้านอาหาร การท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวกลุ่มผู้มีรายได้สูง มียอดการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั่วไปราว 1.5-2 เท่า ส่วนนักท่องเที่ยวเวลเนส มีอัตราการใช้จ่ายอยู่ที่ 1-1.5 แสนบาทต่อคนต่อทริป
สอดคล้องกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและที่ปรึกษาแบรนด์ Thailand Privilege กล่าวว่า แม้ปี 2566 มีสัญญาณชัดเจนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้น แต่ในกลุ่มคนมีฐานะยังมีการจับจ่ายใช้สอยอยู่ และเพื่อจับตลาดนักท่องเที่ยวระดับลักเซอรี่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ได้รีแบรนด์สร้างกลยุทธ์ในการมุ่งสู่กลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนมากขึ้น
โดยใช้ผลการศึกษาร่วมกันระหว่าง ททท.และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้ทราบข้อมูลเชิงลึก (Insight) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มลักเซอรี่ ซึ่งพบว่านักท่องเที่ยวกลุ่มลักเซอรี่ต้องการท่องเที่ยวพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจร่วมด้วย ดังนั้น ไทยแลนด์ พริวิเลจ ต้องทำหน้าที่เป็นเหมือน Matchmaker ระหว่างนักท่องเที่ยวและผู้ให้บริการอำนวยความสะดวกทั้งการท่องเที่ยวและทางการเงิน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์กล่าวว่า ปี 2566 นี้ บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์ “GRACE” โดยเน้นเผยแพร่เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมไทยอันดีงาม สร้างความสัมพันธ์ผ่านสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่บริษัทจะมอบให้กับสมาชิก การดูแลช่วยเหลือทุกที่ทุกเวลา มอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่พิเศษและดีเยี่ยม
“ในปี 2566 เราจะได้เห็นความร่วมมือไทยแลนด์ พริวิเลจกับธุรกิจเวลเนส ซึ่งจะช่วยผนึกกำลังด้านการตลาดและประหยัดต้นทุน รวมถึงอาจมีการขยายความร่วมมือกับบัตร Elite Card ประเทศอื่น ๆ บริษัทด้านการเงิน บัตรเครดิต เช่น AMEX และมีกิจกรรมการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์กล่าว
นายยุทธศักดิ์กล่าวเสริมว่า ต่อไปนี้จะไม่มี “ไทยแลนด์ อีลีท การ์ด” อีกต่อไป แต่จะเป็นการรีแบรนด์สู่ ‘ไทยแลนด์ พริวิเลจ’ บริษัทได้เตรียมการพัฒนาทั้งภายในและภายนอกองค์กร และตั้งเป้าว่าในปีงบประมาณ 2566 (ตุลาคม 2565-กันยายน 2566) จะมียอดผู้สมัครไทยแลนด์พริวิเลจ จำนวน 10,000 คน
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ททท.พบว่า ในปีงบประมาณ 2565 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดการสมัครบัตรอยู่ที่ 5,850 ใบ จากเป้าที่ตั้งไว้ 4,407 ใบ สร้างรายได้จากมูลค่าบัตรที่ 3,587 ล้านบาท โดย 5 อันดับสัญชาติที่สมัครดังกล่าว ประกอบไปด้วย จีน 35% ตามด้วยญี่ปุ่น 3.สหรัฐอเมริกา 4.อังกฤษ 5.ฮ่องกง