Skip to content

“กีรติ รัชโน” ปลัดพาณิชย์ ลุย 9 ภารกิจเป้าหมาย

28 พ.ย. 2565 | 11:58น.
“กีรติ รัชโน” ปลัดพาณิชย์ ลุย 9 ภารกิจเป้าหมาย
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

กระทรวงพาณิชย์ นับว่าเป็นหน่วยงานที่เป็นความคาดหวังของประชาชน โดยเฉพาะการดูแลราคาสินค้า ค่าครองชีพ การดูแลสินค้าเกษตรรวมไปถึงเกษตรกร การส่งเสริมการส่งออก

ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย เป็นภาระกิจสำคัญที่ “นายกีรติ รัชโน” ต้องสานต่อ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ทิศทางการทำงานหลังเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่

หลักการดูแลราคาสินค้า

เมื่อรู้ว่าจะขึ้นมาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ สิ่งที่วางแผนการทำงานไว้นั้นมี 9 ด้านด้วยกัน ที่ต้องการเดินหน้า เรื่องแรก การลดภาระค่าครองชีพ การกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ การใช้กฎหมายและการใช้งานด้านบริหาร ซึ่งกรมการค้าภายใน ที่เป็นหน่วยงานหลักก็ดำเนินการอยู่แล้ว แต่จากนี้ก็จะลงรายละเอียดให้มากขึ้น

เพราะใน 3-6 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจไม่รู้จะเป็นอย่างไร จำเป็นจะต้องมีการติดตามดูแลราคาสินค้าให้มาก ด้านบริหารจะเน้นย้ำให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้า ให้มีการปิดป้ายแสดงราคา ไม่ให้มีการค้ากำไรเกินควร

“การใช้มาตรการขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการตรึงราคาสินค้า ซึ่งก็อาจจะมีการขอความร่วมมือ แต่ต้องติดตามสถานการณ์ต้นทุนการผลิต ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ราคาสินค้าต้องให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องสร้างความบาลานซ์ หรือสมดุลทั้งสองฝ่าย”

สำหรับมาตรการลดค่าครองชีพ ปัจจุบันอยู่ใน LOT 21 นำสินค้าที่จำเป็นมาจำหน่าย บางรายการลดสูงสุด 60% จากการลงพื้นที่ประชาชนชอบมาก ไม่ถึง 10 นาที สินค้าหมดถือเป็นการช่วยลดค่าครองชีพ ธงฟ้าก็ยังเดินหน้าต่อไป

จัดการดูแลสินค้าเกษตร

ด้านการจัดการดูแลสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์จะยังใช้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิตไม่ใช่ดูแลเฉพาะข้าว แต่จะดูสินค้าเกษตรอื่นๆ ด้วย โดยจะดูความต้องการของตลาดว่าต้องการอะไร แล้วมาแจ้งให้กับเกษตรกร ผลิตตามที่ตลาดต้องการ

อย่างเช่น ตลาดต้องการข้าวในประเทศ 50% ตลาดต่างประเทศต้องการ 100% รวมความต้องการ 150% ก็จะให้ผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด ไม่ให้ผลิตเกินไป เพื่อลดปัญหาสินค้าล้นตลาด

โดยไม่ใช่ผลิตตามที่ตัวเองถนัด เพราะการทำตลาดยาก กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปช่วยในส่วนนี้ ขยายช่องทางตลาดให้มากขึ้น บอกผู้ผลิตว่าตลาดต้องการอะไร โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็ดำเนินการอย่างเข้มข้นให้มากขึ้น

“ตลาดส่งออกข้าวปีหน้าไปได้ 8 ล้านตัน มันสำปะหลังตลาดก็น่าจะไปได้ดี ขณะที่สินค้าเกษตรตัวอื่น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมันต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

เร่งรัดส่งออก

ด้านการเร่งรัดการส่งออกและการค้าชายแดน ขณะนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกำลังหารือกับภาคเอกชน เพื่อประเมินเป้าหมายการส่งออกใน 1-2 สัปดาห์นี้จะเห็นเป้าหมายการส่งออกของไทยในปี 2566

“การส่งออกปีหน้าตลาดยังคงผันผวนเล็กน้อยจากเศรษฐกิจโลกถดถอย กำลังซื้อลูกค้าลดลง การแข่งขันจะมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับเอกชนปรับแผน-กลยุทธ์ให้ทันสถานการณ์ต่อไป”

ส่วนการค้าชายแดน จะเร่งผลักดันให้มีการเปิดด่านเพิ่มขึ้นอีก จากปัจจุบันเปิดแล้ว 71 ด่าน จากทั้งหมด 97 ด่าน เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย 5%

การเจรจา FTA

ด้านการเร่งรัดการเจรจา FTA ปัจจุบันไทยมี FTA 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ จากนี้ก็จำเป็นจะต้องผลักดันกรอบการเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา, ไทย-EFTA, ไทย-ตุรกี และไทย-ปากีสถาน

อย่างไรก็ตาม จะให้ความสำคัญกับการผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่เดิม เช่น RCEP ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ต้องเร่งรัดการใช้สิทธิประโยชน์ให้มาก

ยกระดับการให้บริการ

ด้านบริการประชาชน ต้องบูรณาการ พัฒนาระบบการบริการ ซึ่งเห็นว่าหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ กรมที่ให้บริการประชาชน

เช่น การจดทะเบียนธุรกิจ บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา บริการข้อมูลการค้า ต้องผลักดันให้เป็นการบริการผ่านรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน สามารถใช้บริการผ่านมือถือ

ตาราง ภารกิจปลัดใหม่

“ต้องยอมรับว่าอุปสรรคของการดำเนินงาน คือ เรื่องงบประมาณการผลักดันงานด้านบริการให้เป็นออนไลน์ ที่ผ่านมามีงบแต่ก็ถูกตัด เนื่องจากปัญหาของโควิด ทำให้การผลักดันงานนี้อาจล่าช้าจากเป้าหมายที่วางไว้ 3-5 ปี แต่ก็คาดหวังว่าจะได้รับงบประมาณเข้ามาเพื่อยกระดับงาน และคุณภาพของบริการ”

ส่งเสริมเอสเอ็มอี

ด้านการส่งเสริม SMEs และ MSMEs ที่ผ่านมาได้ทำแล้ว โดยเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กสามารถส่งออกได้ เราก็จะต้องปรับเงื่อนไขให้น้อยลง เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้ามาใช้ช่องทางส่งเสริมการส่งออกเพิ่มขึ้นให้ได้

ขณะที่ด้านการจดทะเบียนและการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา โดยกระทรวงพาณิชย์เองก็มีนโยบายชัดเจน ลดระยะเวลาในการเร่งรัดการจดทะเบียนให้เร็วขึ้น

โดยนำระบบไอทีเข้ามาช่วย ใช้ AI เข้ามาทำงานแทนคน และจะเร่งส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เช่น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

ดัน Soft Power

ด้านการส่งเสริมภาคการผลิตและบริการผ่าน soft power จะเร่งส่งเสริม สินค้าและบริการ 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ อาหารและร้านอาหารไทย สุขภาพและความงาม สินค้าอัตลักษณ์ไทย เช่น แฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ของตกแต่งบ้าน และดิจิทัลคอนเทนต์

เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือเพราะมีความเชี่ยวชาญ รู้ด้านตลาดมากกว่า แต่ภาครัฐเองก็ต้องเป็นกำลังหลักในการผลักดันเรื่องนี้ด้วย

ไม่ทิ้ง Back Office

ท้ายที่สุดคือ งานด้าน back office ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร กำลังพล คุณภาพชีวิตเพื่อรองรับภารกิจที่ประชาชนคาดหวังจากกระทรวงพาณิชย์

“ปัจจุบันนี้ กระทรวงพาณิชย์มีกำลังคนไม่เพียงพอ บางจังหวัดมี 5-6 คน เมื่อมีงานนโยบายเข้ามา การลงพื้นที่ก็ต้องระดมคนมาทำงาน อาจต้องขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่ดูแล พิจารณาเพิ่มกำลังพลให้มากขึ้น

เพื่อเข้าไปดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูในเรื่องนี้แล้ว เพื่อพิจารณาว่าคนที่ขาดเท่าไร ต้องการเพิ่มจุดไหน เพราะอะไร และโครงสร้างการบริหารงานบุคคลปัจจุบันเหมาะสมหรือไม่ และจะนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป”

การทำงานตามความคาดหวังของประชาชน จำเป็นที่จะต้องได้กำลังพลเพิ่ม ติดอาวุธ และงบประมาณ เพื่อให้ได้ตามจุดมุ่งหมาย อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่ภายใต้ทรัพยากรที่มีเพื่อให้งานได้ตามที่ตั้งเป้าหมายที่วางไว้อย่างดีที่สุด