Skip to content

โจทย์ท้าทาย ‘ทุเรียน’ ไทยปี’69 แข่งดุตลาดจีน-ราคาลดลงต่อเนื่อง

06 ม.ค. 2569 | 14:09น.
โจทย์ท้าทาย ‘ทุเรียน’ ไทยปี’69 แข่งดุตลาดจีน-ราคาลดลงต่อเนื่อง
คอลัมน์ : นอกรอบ

“ทุเรียน” ได้ชื่อว่าเป็นราชาผลไม้ของไทย จากความนิยมทุเรียนไทยของผู้บริโภคชาวจีน ด้วยคุณภาพที่ดี มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ จนทำให้ทุเรียนกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้นำเงินเข้าประเทศกว่าแสนล้านบาท ส่งผลให้หลายปีที่ผ่านมาทุเรียนไทยราคาพุ่งสูง จากความต้องการของตลาดจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่แล้วปี 2568 ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนสดไทยต่ำกว่า 100 บาทต่อ กก. เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ปี 2568 ราคาทุเรียนสดไทยลดลงถึง 16% เฉลี่ยอยู่ที่ 92.5 บาทต่อ กก. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนหน้าที่มีราคาสูงถึง 108.7 บาทต่อ กก. โดยสาเหตุหลักที่ฉุดราคามาจากผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 23.2% ไปแตะ 1.59 ล้านตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งอยู่ที่ 1.31 ล้านตัน

ผลจากสภาพอากาศเอื้อต่อการผลิตเพราะปรากฏการณ์ลานีญา ส่งผลให้รายได้เกษตรกรโต 3.5% ขณะที่การส่งออกทุเรียนสดไทยอาจโตเพียง 0.5% ไปอยู่ที่ 3,773 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.2 แสนล้านบาท) จากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน

ขณะที่ปี 2569 คาดว่าราคาทุเรียนสดไทยจะลดลงต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอลงเหลือ 2.7% โดยปรับลดลงไปอยู่ที่ 90 บาทต่อ กก. ต่ำกว่า 100 บาทต่อ กก. ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 อีกทั้งยังกดดันรายได้เกษตรกรให้ลดลง 0.7%

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในระยะข้างหน้า โอกาสยากที่ราคาทุเรียนสดไทยจะกลับไปสูงกว่า 100 บาทต่อ กก. ดังเช่นในอดีต จากปัจจัยลบที่ยังคงอยู่

ส่งออกทุเรียนไทยหดตัว

ในมุมการส่งออก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าส่งออกทุเรียนสดไทยในปี 2569 จะลดลง 1.8% มาอยู่ที่ 3,705 ล้านดอลลาร์ จากแรงกดดันในตลาดจีนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.ความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดจีนลดลง โดยเฉพาะจากคู่แข่งหลักอย่าง “เวียดนาม” ที่รุกตลาดจีนอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2565 หลังจีนอนุญาตนำเข้าทุเรียนสดจากเวียดนาม

ประกอบกับการพัฒนาของเวียดนามที่ทำให้มีการส่งออกเพิ่มและขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดทุเรียนของไทยในจีนทยอยลดลง นอกจากนี้ ยังมีคู่แข่งหน้าใหม่อย่างฟิลิปปินส์ในปี 2566 มาเลเซียในปี 2567 และกัมพูชากับ สปป.ลาวในปี 2568

จากปี 2563 ทุเรียนสดจากไทยครองส่วนแบ่งตลาดในจีนทั้ง 100% แต่ข้อมูลล่าสุดปี 2568 พบว่า ไทยมีส่วนแบ่งตลาดทุเรียนสดในจีนลดลงมาอยู่ที่ 64% ขณะที่เวียดนาม มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ที่ 35% โดยสายพันธุ์ของทุเรียนไทยที่จีนนำเข้า คือ “หมอนทอง” ที่ครองใจผู้บริโภคชาวจีน ขณะที่เวียดนามเป็นสายพันธุ์ Ri6 (รีเซา) ถือเป็นพันธุ์ใหม่เพิ่งได้รับความนิยม

แม้ไทยยังครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดทุเรียนในจีน จากคุณภาพที่ดีและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ แต่เวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนต่ำ และด้วยพรมแดนที่ติดจีนทำให้ระยะขนส่งน้อยกว่า ส่งมอบได้เร็วคงความสดใหม่ ทำให้ทุเรียนไทยก็เผชิญความท้าทายจากความสามารถการแข่งขันกับทุเรียนเวียดนามค่อนข้างสูง

โดยรัฐบาลเวียดนามยังให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนอย่างจริงจัง (เกษตรมูลค่าสูง) โดยให้ทุเรียนเป็นสินค้าแห่งชาติ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และการส่งออก ด้วยการเพิ่มการผลิต ขยายตลาด และปรับปรุงคุณภาพ เป็นต้น เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดจีน

กราฟิกทุเรียน

โจทย์ท้าทายจีนตรวจเข้ม

ขณะที่มาตรฐานนำเข้าของจีนยังเข้มงวด โดยตั้งแต่เดือน ก.ย. 2567 จีนควบคุมการนำเข้าทุเรียนสดในด้านคุณภาพและสารตกค้าง เช่น แคดเมียม และ BY2 รวมถึงการลงทุนในไทยที่ต้องผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัย การขึ้นทะเบียนสวน และโรงคัดบรรจุ ทำให้ผู้ประกอบการไทยยังมีต้นทุนเพิ่มเพื่อรักษามาตรฐานเหล่านี้

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดว่าจะรุนแรงขึ้น โดยครึ่งปีหลังอาจเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ร้อนแล้งและกดดันผลผลิตทุเรียนไทยให้เพิ่มขึ้นเพียง 1.9% ไปอยู่ที่ 1.62 ล้านตันในปี 2569 นอกจากนี้ในระยะยาว สภาพอากาศที่แปรปรวนจะกระทบทั้งปริมาณการส่งออกและคุณภาพผลผลิต เช่น ความอ่อน/แก่ของทุเรียน เป็นต้น

เจาะศักยภาพรายมณฑล

อย่างไรก็ดี โอกาสทุเรียนไทยภายใต้การแข่งขันกับเวียดนาม จะแตกต่างกันไปตามแต่ละมณฑลในจีน

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตลาดส่งออกทุเรียนสดไทยที่มีศักยภาพอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง ยูนนาน และเจ้อเจียง ขณะที่กว่างซีจ้วง ไทยอาจเสียเปรียบเวียดนาม ส่วนเสฉวนยังเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีโอกาสขยายตัวได้อีก

เมื่อพิจารณาตามมณฑลที่นำเข้าทุเรียนสด พบว่า 5 มณฑลแรกที่นำเข้าจากไทยมีมูลค่ารวมกว่า 2,951 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามมีมูลค่าอยู่ที่ 2,322 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยยังครองตลาดในจีน โดยมี 4 มณฑลที่นำเข้าจากทั้งสองประเทศตรงกัน ได้แก่ กวางตุ้ง, ยูนนาน, เจ้อเจียง และกว่างซีจ้วง

สำหรับมณฑลที่เติบโตโดดเด่น คือ กวางตุ้ง ยูนนาน และเจ้อเจียง ซึ่งจีนมีการนำเข้าทุเรียนสดจากไทยสูงกว่าเวียดนาม อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ประชากรมีรายได้สูง จึงเป็นตลาดศักยภาพที่ไทยควรรักษาไว้

มณฑลที่ท้าทาย คือ “กว่างซีจ้วง” ซึ่งจีนมีมูลค่าการนำเข้าจากไทยที่น้อยกว่าเวียดนาม เนื่องจากเป็นพื้นที่รายได้น้อย จึงทำให้ทุเรียนสดราคาถูกจากเวียดนามทำตลาดได้ดีกว่า

มณฑลที่น่าสนใจ คือ เสฉวน แม้จะนำเข้าทุเรียนสดจากไทยเพียง 233 ล้านดอลลาร์ แต่ก็มีมูลค่าที่สูงกว่าการนำเข้าจากเวียดนามถึง 129.9% อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีรายได้และประชากรสูง จึงเป็นตลาดที่ไทยมีโอกาสขยายการส่งออกได้อีกมาก