Skip to content

ภารกิจ ผู้ตรวจฯ “ทรงศัก” ตรวจการแผ่นดิน รับร้อง 3 พันเรื่อง/ปี

16 ธ.ค. 2565 | 07:12น.
ภารกิจ ผู้ตรวจฯ “ทรงศัก” ตรวจการแผ่นดิน รับร้อง 3 พันเรื่อง/ปี
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman) ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อปี 2543 กระทั่งในปี 2550 เปลี่ยนมาเป็นองค์กรอิสระ ปัจจุบันรวมระยะเวลา 22 ปีแล้ว “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายทรงศัก สายเชื้อ” ในบทบาทการทำงานหลังจากดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินครบ 1 ปี

ขอบเขตงานและการดูแล

ผู้ตรวจการแผนดินของไทยทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชน สร้างความเป็นธรรม ลดภาระที่ไม่จำเป็นทั้งระหว่างภาคประชาชน-หน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ

การแก้ปัญหาทำได้ 2 ลักษณะ จากการรับเรื่องร้องเรียน หรือลักษณะที่ 2 ผู้ตรวจการแผ่นดินริเริ่มเอง มี 2 ลักษณะ คือ ปัญหาเฉพาะหน้าที่เราเห็นว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อน เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ขนาดใหญ่ มีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก และอีกลักษณะคือ การหยิบยก การดำเนินการเชิงระบบมา และยังมีหน้าที่ที่ 3 ซึ่งเกิดใหม่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เราสามารถไปตรวจการตรวจสอบการดำเนินการของรัฐที่ระบุในรัฐธรรมนูญ หมวด 5 มีอยู่ 10 กว่ามาตรา และหน้าที่ที่ 4 เป็นหน้าที่เกี่ยวกับการให้คำแนะนำ สนับสนุนส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ลดภาระที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมสนับสนุนตามหลักธรรมาภิบาล

“ผู้ตรวจการแผ่นดินทำหน้าที่เหมือนเป็นคนกลาง ระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ผู้ใดได้รับความไม่เป็นธรรมความเดือดร้อนในเรื่องใด เราจะเข้าไปดูว่าสาเหตุเกิดจากอะไร พยายามหาทางออก ให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีของการดำเนินการตามหมวด 5 เสนอไปที่ ครม. ให้ ครม.รับทราบและสั่งการให้หน่วยงานนำไปแก้ไข ปฏิบัติ นี่คือบทบาทหน้าที่หลัก”

ท็อป 5 เรื่องร้อน

ในทางปฏิบัติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน 3 คนจะมีการแบ่งงานกัน เช่น ท่านประธานจะดูด้านสังคม อีกท่านจะดูเศรษฐกิจ ส่วนผมจะดูกลุ่มความมั่นคง และด้านยุติธรรม และอีกส่วนแต่ละท่านจะแบ่งงานตามขอบเขตพื้นที่จังหวัด 76 จังหวัดแบ่งเป็น 3 กลุ่มจังหวัด เพื่อลดความซ้ำซ้อน สับสน แต่ตามจริงทุกท่านจะมีอิสระสามารถหยิบเรื่องอะไรก็ได้

“เรื่องร้องเรียน แต่ละปีมีเฉลี่ย 3,000 เรื่อง มีทั้งตั้งแต่ปีที่แล้วที่ยกยอดเข้ามาและเข้ามาใหม่ ปัจจุบันมี 1,500-1,600 เรื่องดำเนินการแล้วเสร็จ 50-60% ส่วนใหญ่เรื่องร้องเรียนอันดับ 1.จะเป็นเรื่องตำรวจ 2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.กระทรวงมหาดไทย 4.กระทรวงคมนาคม 5.กระทรวงศึกษาธิการ 6.กระทรวงสาธารณสุข ตามลำดับ”

ยกเคส “มาตรฐานสินค้าเกษตร”

ตอนนี้เราอาศัยหมวด 5 มาตรา 61 รัฐต้องคุ้มครองผู้บริโภค โดยได้ยกเรื่องสินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าเกษตรอินทรีย์ขึ้นมา ตั้งโจทย์หลักไว้ว่าเราจะคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ
ให้มี food safetyสินค้าเกษตร ขณะเดียวกันก็จะสนับสนุนสินค้าที่มีศักยภาพในการทำการตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ

“สมมุติฐานของเรา สินค้าเกษตรที่บริโภคภายในประเทศ และสินค้าเกษตรที่เราส่งออกมันต่างกัน ทำอย่างไรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในอนาคต เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคคนไทยได้รับประทานของดี และปลอดโรค ปลอดสารเคมี ซึ่งเป็นสาเหตุโรคภัยต่าง ๆ ซึ่งเรื่องนี้คงไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะมีเรื่องต้นทุน ต้องมีการสนับสนุนมีงบประมาณต่าง ๆ ก็คงต้องใช้เวลา แต่หากไม่มีแผนก็คงจะไม่สามารถยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรที่บริโภคภายใน มาตรฐานส่งออก เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ จึงต้องมีเป้าหมายในอนาคต ซึ่งเรากำลังดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน จากนั้นจะขยายเฟสที่ 2 สู่สินค้าเกษตรนำเข้า”

ตอนนี้ได้ประชุมหน่วยงานส่วนกลางไป 10 หน่วยงานเป็นครั้งแรก และมีส่วนของภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย ต่อไปในครั้งหน้ามีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้ามาร่วมมากขึ้น

โจทย์ 5 หลัก

“เรื่องสินค้าเกษตรนี้ต้องมีการอ้างอิงมาตรฐานต่างประเทศว่าเขาดำเนินการอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นองค์การอนามัยโลก หรือ FAO หรือมาตรฐานแต่ละประเทศ และปรับเพื่อใช้ในการบริหารจัดการของเรา เช่น ปัจจุบันไทยกำหนดมาตรฐานตั้งแต่ฟาร์ม GAP มาตรฐานโรงงาน GMP และมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ใช้ภายในประเทศ PGS มาตรฐาน Organic Thailand เพื่อส่งออก และมาตรฐานสากลเกษตรอินทรีย์”

โจทย์สำคัญ คือ จะทำให้เกิดระบบการตรวจสอบย้อนกลับและการเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างไร จึงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา หน่วยงาน ฟาร์มที่ทำเรื่องนี้ได้ เข้ามาช่วย การตรวจสารเคมีตกค้างเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งกระทรวงเกษตรฯ สาธารณสุข อุตสาหกรรม จนกระทั่งองค์การอาหารและยา (อย.) ไปสู่ผู้บริโภค ถ้ามีการเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นระบบ

“หัวใจสำคัญของความปลอดภัยทางด้านอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์มไปจนถึงตลาดวางขาย เข้าปากผู้บริโภคตลอดห่วงโซ่การผลิต ทุกจุด จะต้องมีแผนในระดับที่บูรณาการจนถึงระดับชาติ”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องระบบข้อมูลทางด้านการเกษตรพบว่ามีแอปพลิเคชั่นอย่างน้อย 25 ระบบ เกษตรกรไม่รู้จะเข้าไปในระบบไหน อาจต้องทำ application ส่วนกลาง และประเด็นเรื่องการสื่อสารกับผู้บริโภค ควรจะต้องมีการติดฉลากสินค้า ประเด็นการจัดการฟาร์มสมัยใหม่ (สมาร์ทฟาร์มมิ่ง) นำเทคโนโลยีมาใช้ สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องความปลอดภัย ประเด็นเกี่ยวกับความสามารถทำการตลาดขายสินค้าทั้งตลาดภายในประเทศและไปสู่ตลาดส่งออกได้ดีขึ้น และเรื่องสุดท้ายคือการบูรณาการการทำงานร่วมกัน

ยก “ชุมพร” จังหวัดนำร่อง

เราได้กำหนดให้จังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดนำร่อง ตั้งเป้าหมายให้เป็นมหานครเกษตรอินทรีย์ และเป็นมหานครไม้ผล โดยได้ตั้งกรรมการความปลอดภัยอาหารเกษตรอินทรีย์ มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และตัวแทนจากหน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน สมาคมเกษตรกร สมาพันธ์เกษตรยั่งยืน เข้ามาร่วมบูรณาการร่วมกัน และมีส่วนร่วมกับประชาชน ให้ทำแผนเสนอแผนและกรอบระยะเวลาทำงานมาก

“การที่จะปรับเป็นเกษตรอินทรีย์เลย อาจต้องใช้ระยะเวลา เพราะชุมพรมีพื้นที่ทางการเกษตร 2 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 3.7 ล้านไร่ product champion คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน กาแฟ และกล้วยหอมทอง ซึ่งพืชเศรษฐกิจหลักยังมีการใช้สารเคมี เราจึงเสนอว่าให้ปรับเป็นมหานครเกษตรปลอดภัย และเกษตรอินทรีย์ คู่กันไป”

โดยกำหนด product champion อย่างน้อย 5-6 รายการ เช่น กล้วยหอมทอง พืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพส่งออกไปญี่ปุ่น 30 ปีแล้ว แต่ยังใช้สารเคมีอยู่บ้าง,​ กาแฟจะมีกาแฟเขาทะลุ และกาแฟถ้ำสิงห์ ที่มีปริมาณไม่มากแต่ทำตลาดดีมาก โดยเฉพาะตลาดในประเทศแต่ยังส่งออกไม่ได้, ทุเรียนมีพื้นที่ปลูก 5 แสนไร่ ยังมีการใช้สารเคมี ควรทำ bubble zone เกษตรกรที่ใช้สารเคมีต้องมีส่วนรับผิดชอบเพราะสารเคมีอาจกระจายไปสู่คนอื่น ต้องช่วยกันลงทุนเหมือนกล้วย

พร้อมกันนี้เราเสนอชุมพรเป็นศูนย์กลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร ศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรในภาคใต้ เป็นเทรดดิ้งฮับ และศูนย์กลางอำนวยความสะดวกด้านการส่งออกก่อนที่จะขยายไปจังหวัดอื่นๆ ต่อไป