สตาร์ตอัพรอเฮ ! ตลาดหลักทรัพย์ฯจ่อเปิด LIVE แพลตฟอร์มภายในเดือน มี.ค.นี้ เปิดประตูระดมทุนคล่องตัว เผย “สตาร์ตอัพ” ต่อแถวรอกว่า 10 แห่ง ฟากตลาดเอ็ม เอ ไอ “ฟิต” เล็งดึงธุรกิจสตาร์ตอัพกลุ่มอินโนเวชั่นเข้าจดทะเบียน พร้อมจัดอบรม IDE รุ่นแรก 9 ก.พ.
นายพงศ์ปิติ เอกเธียรชัย ผู้อำนวยการงานส่งเสริมบริษัทจดทะเบียนและวิสาหกิจเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯเตรียมจะเปิดดำเนินการ LIVE แพลตฟอร์ม (แพลตฟอร์มสำหรับการระดมทุนและการซื้อขายแลกเปลี่ยนของธุรกิจสตาร์ตอัพ) ภายในช่วงเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งแพลตฟอร์มนี้จะช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้เชื่อมโยงกัน และเข้าถึงแหล่งระดมทุนได้เพิ่มมากขึ้น โดยในเบื้องต้นจะมีบริษัทสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีประมาณ 10 กว่าราย ที่สนใจเข้ามาระดมทุนผ่านแพลตฟอร์ม LIVE
“ความคืบหน้าของแพลตฟอร์ม LIVE ได้จัดทำระบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะเหลือเพียงการทบทวนกระบวนการรับบริษัทเข้ามาระดมทุนเท่านั้น” นายพงศ์ปิติกล่าว
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังศึกษา KRX Startup Market (KSM) แพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นสตาร์ตอัพของประเทศเกาหลี เพื่อมาปรับใช้กับแพลตฟอร์มของไทย ซึ่งหลักการของแพลตฟอร์ม LIVE กับ KSM จะใกล้เคียงกัน คือ การซื้อขายแบบเจรจาต่อรองกันเองนอกตลาด (OTC) ดังนั้นจะไม่มีการจับคู่อัตโนมัติผ่านโบรกเกอร์ ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศมีนโยบายสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัพเหมือนกัน
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ mai จะมีการจัดโปรแกรมอบรมสำหรับธุรกิจสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี ภายใต้ชื่อโครงการ IDE (innovation driven enterprises) เพื่อดึงบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านนวัตกรรม (อินโนเวชั่น) ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นมากขึ้น หลังจากปัจจุบันที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ลิสต์อยู่ในตลาด mai จำนวนทั้งหมด 150 บริษัท ซึ่งสัดส่วนกว่า 60% อยู่ในกลุ่มอินดัสเตรียลและเซอร์วิสเป็นหลัก
“ภายในวันที่ 9 ก.พ.นี้ จะมีการเปิดตัวโครงการและรับสมัครบริษัทที่จะเข้ามาอบรมประมาณ 8 สัปดาห์ ซึ่งจะมีหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมให้การฝึกอบรม และยังมีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จำนวน 1 ล้านบาทต่อราย โดยคาดว่าเบื้องต้นรอบแรกจะมีผู้เข้ามารับการอบรมจำนวน 50 บริษัท โดยแบ่งเป็นธุรกิจสตาร์ตอัพ 15 บริษัท, ธุรกิจที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์และไอที 15 บริษัท, บริษัทที่สนใจจะเข้าตลาด mai จำนวน 10 บริษัท และบริษัทอินโนเวชั่นนอกตลาดหุ้นราว 10 บริษัท ซึ่งก็ตั้งเป้าภายใน 5 ปีข้างหน้าจะได้เห็นบริษัทเหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนในตลาด mai ได้” นายประพันธ์กล่าว