Skip to content

“ศรแดง” ลุยส่งเมล็ดพันธุ์ใหม่สู้ “ผักจีน” ถล่มราคา

12 ม.ค. 2566 | 07:02น.
“ศรแดง” ลุยส่งเมล็ดพันธุ์ใหม่สู้ “ผักจีน” ถล่มราคา

“ศรแดง” มั่นใจตลาดเมล็ดพันธุ์ผักฟื้น ปี’66 โต 5% ทะลุ 2.6 พันล้าน เตรียมส่ง 3 เมล็ดพันธุ์ใหม่ลงสนาม “หอมแดง-ข้าวโพดหวาน-แตงโม” พร้อมงัดกลยุทธ์ใช้โซเชียลมีเดียเสริมแกร่งดันยอดขายพุ่ง 11% กัดฟันไม่ปรับราคาแม้ต้นทุนผลิตเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยแพง ค่าแรงพุ่ง จับตา ผักนำเข้าจากจีนถล่มฉุดราคาในประเทศร่วง เกษตรกรขาดทุนลดผลิต

นายอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์แบรนด์ “ศรแดง” กล่าวถึง แนวโน้มตลาดเมล็ดพันธุ์ปี 2566 ว่า จะเติบโตเพิ่มขึ้น 5% โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 2,600 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับมาเป็นบวกหลังจากที่ภาพรวมตลาดเมล็ดพันธุ์ปี 2565 ลดลงไปถึง 30%

โดยทางกลุ่มได้วิเคราะห์ตลาดเมล็ดพันธุ์ของไทยเทียบกับตลาดอื่น ๆ ปรากฏไทยมียอดขายลดลงใกล้เคียงกับตลาดอินเดีย แต่หากเทียบในอาเซียนจะมี ตลาดฟิลิปปินส์ กับเวียดนามที่มียอดขายเติบโตดี เนื่องจากประชากรเวียดนามมีเป็นจำนวนมากและนิยมบริโภคผัก ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างโควิด-19 ไม่ได้ส่งผลกระทบกับตลาดนี้

“ปีที่ดีที่สุดของเราก็คือ ปีที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปีแรก ทุกคนตกใจหมด พอเวิร์กฟรอมโฮมไม่รู้จะทำอะไรก็ปลูกผักอยู่กับบ้าน แต่มาปีที่สองของโควิด การปลูกผักก็ลดลง และมาถึงปี 2565 นี่แย่ ที่แย่เพราะการบริโภคไม่กลับ โรงแรมร้านอาหารยังปิดอยู่ พอมาถึงต้นปี 2565 ราคาผักดีขึ้น แต่ไตรมาส 2 เจอสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปุ๋ยและยาเข้ามาไม่ได้ ราคาแพงเท่าตัว ทำให้เกษตรกรที่ช้ำมา 2 ปี มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งหนักต้องปรับตัว แต่ผมเชื่อว่าปี 2566 น่าจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่น่าจะกลับไปที่จุดเดิม” นายอิสระกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ยังติดตามปัจจัยเสี่ยงซึ่งอาจจะมาจากปัญหาการทะลักเข้ามาของผักจากตลาดต่างประเทศ เช่น ผักที่เข้ามาจากจีน-เวียดนาม-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อราคาผักภายในประเทศลดลงมา เช่น พริก ปีก่อน กก.ละ 80 บาท แต่มีพริกจากจีนผ่านเข้ามาทางรถไฟจีน-ลาว ดัมพ์ตลาดวันเดียวราคาลงมา 30 บาท

ส่วนปัญหาต้นทุนการพัฒนาพันธุ์ที่ปรับสูงขึ้นในปีที่ผ่านมาจากการที่ไปจ้างเกษตรกรเพาะเมล็ด ค่ายา ค่าปุ๋ยเพิ่มขึ้นในปีก่อนนั้น ทางบริษัทจำเป็นต้องปรับรายได้ให้เกษตรกรสูงขึ้นตาม แต่บริษัทยังคงไม่ปรับราคาเมล็ดพันธุ์ โดยรายการใดที่สามารถคอนโทรลได้ “เราก็จะยืนราคา” ยกเว้นบางรายการที่ต้องนำเข้า เช่น เมล็ดผักชี

สำหรับการคาดการณ์ตลาดเมล็ดพันธุ์ปี 2566 ที่ว่าจะเติบโต 5% นั้น เป็นผลจากเมล็ดพืชที่โตขึ้น ได้แก่ ข้าวโพด จะเติบโตมากที่สุด ส่วนผักใบเท่าเดิม นอกจากนี้ มะเขือเทศ จะกลับมาเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ลดลง อีกส่วนคือจะมีการออกเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ 3 รายการ คือ หอมแดง, ข้าวโพดหวาน และแตงโม ทั้งยังมีสินค้าดาวรุ่งอย่าง “พริก” ที่มีตลาดค่อนข้างใหญ่

สำหรับเมล็ดหอมแดงนั้น บริษัทมองว่าจะเป็นพืชอนาคต เพราะปัจจุบันราคาหอมแดงสูงขึ้น เกษตรกรจึงหันกลับมานิยมปลูก แต่โดยปกติเกษตรกรใช้หัวปลูก ต้นทุนสูงเพราะราคาหัวหอมสูง 120 บาทต่อ กก. เมื่อซื้อเก็บไปแขวนไว้ปลูก คุณภาพหัวแห้งและฝ่อ 60-70% ซึ่งการใช้เมล็ดหอมจะทำให้การลงทุนปลูกต่อไร่ลดลง จากเคยซื้อหัวหอม 60,000 บาทต่อไร่ หากปลูกด้วยเมล็ดต้นทุนจะลดลง 6 เท่า เหลือประมาณ 10,000 บาท แต่เกษตรกรต้องเพาะกล้าใช้เวลา 25 วัน ต้นทุนหายไปหกเท่าตัว แลกกับเวลาที่เพิ่มและคุณภาพผลผลิตหัวหอมแดงใหญ่ขึ้นก็ได้ราคาจำหน่ายที่ดีขึ้น

ส่วนข้าวโพดหวาน เท่าที่ได้หารือกับโรงงานข้าวโพดหวานกระป๋องพบว่า โรงงานมีออร์เดอร์ส่งออกจำนวนมากและประสบปัญหาขาดวัตถุดิบเข้าโรงงาน เหตุผลจากเกษตรกรหันไปเปลี่ยนไปปลูก “ข้าวโพดไร่” และจากภัยพิบัติ น้ำท่วมทางภาคเหนือลงมาภาคกลาง ทำให้ข้าวโพดหวานขาดตลาด บริษัทจึงได้คอนเน็กต์กับเกษตรกรและโรงงานแบบ win win ด้วยกันทั้งหมด

เปรียบเทียบกันข้าวโพดไร่ต้องใช้เวลา 4 เดือน แต่ข้าวโพดหวานใช้เวลา 2 เดือน ได้เงินเร็ว แม้ว่าราคาจะถูกกว่า 6 บาทต่อ กก. ข้าวโพดไร่ 14 บาทต่อ กก. แต่ยีลด์มันต่างกัน ข้าวโพดไร่ 1.5 ตัน ข้าวโพดหวาน 2.5 ตัน ฉะนั้นก็หักล้างกันได้

ขณะที่แตงโม เดิมมีปัญหาว่า แตงโมที่เก็บเกี่ยวมาขาย 3 วัน ไส้จะล้มและไม่อร่อย แต่เมล็ดแตงโมที่เราพัฒนาสามารถเก็บเกี่ยวมาได้ 10 วันยังมีคุณภาพดี ทำให้ “ลูกค้าเกี๊ยว” ที่ซื้อที่ต้องไปซื้อจากเกษตรกร โอกาสที่จะเสียมันน้อย เกษตรกรก็จะได้เวลาในการขายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เพิ่มช่องทางการสื่อสารกับเกษตรกรด้วยการใช้สื่อโซเชียลมีเดียมาช่วย โดยอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่น “ติ๊กต๊อก” ด้วย

เมล็ดพันธุ์ศรแดง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ต้นทุนแพง เมล็ดพันธุ์ผัก