เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รัฐปั้นแท็กซี่อีวีทั่วไทย ตั้งกองทุน 50 ล้าน ลุ้นส่วนลดคันละ 2 แสน
Economic รัฐปั้นแท็กซี่อีวีทั่วไทย ตั้งกองทุน 50 ล้าน ลุ้นส่วนลดคันละ 2 แสน
รัฐผุดแนวคิด “ประกันภัยพิบัติ” ดึงเอกชนร่วมจ่าย เบี้ยประกันอิงความเสี่ยงพื้นที่
Politics รัฐผุดแนวคิด “ประกันภัยพิบัติ” ดึงเอกชนร่วมจ่าย เบี้ยประกันอิงความเสี่ยงพื้นที่
ปอร์เช่ เปิดประสบการณ์ Raceborn สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
Automotive ปอร์เช่ เปิดประสบการณ์ Raceborn สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
ประเมิน SET Index วันนี้ (15 ก.ค.) กรอบ 1,620 – 1,640 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง
Finance ประเมิน SET Index วันนี้ (15 ก.ค.) กรอบ 1,620 – 1,640 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง
ค่าเงินบาทวันนี้ (15 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.48 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (15 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.48 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
พลพีร์ มิดฟิลด์ตัวรับ รัฐบาล มือปราบผู้มีอิทธิพล ‘ทำผิดกฎหมายเจอกัน’
Politics พลพีร์ มิดฟิลด์ตัวรับ รัฐบาล มือปราบผู้มีอิทธิพล ‘ทำผิดกฎหมายเจอกัน’
รมว.พลังงาน ยันน้ำมันในประเทศจะไม่ขึ้นแรงตามตลาดโลก ชี้สำรองไว้พอ
Politics รมว.พลังงาน ยันน้ำมันในประเทศจะไม่ขึ้นแรงตามตลาดโลก ชี้สำรองไว้พอ
ส่งออกโตกระจุกบริษัทต่างชาติ ไทยไม่ได้อานิสงส์-SMEs เจ๊ง
Economic ส่งออกโตกระจุกบริษัทต่างชาติ ไทยไม่ได้อานิสงส์-SMEs เจ๊ง
เมื่อบริษัทเยอรมันย้ายฐาน ‘เอเชีย’ ได้รับอานิสงส์
World เมื่อบริษัทเยอรมันย้ายฐาน ‘เอเชีย’ ได้รับอานิสงส์
พิพัฒน์ลุยบิ๊กโปรเจ็กต์ 2.2 แสนล้าน ดัน ‘โมเดลใหม่’ แก้เกมไฮสปีดล้ม
Real Estate พิพัฒน์ลุยบิ๊กโปรเจ็กต์ 2.2 แสนล้าน ดัน ‘โมเดลใหม่’ แก้เกมไฮสปีดล้ม
ดูทั้งหมด

“ยูนิลีเวอร์” ขู่ถอดโฆษณา บีบโซเชียลคุมคอนเทนต์เนกะทีฟ

19 ก.พ. 2561 | 22:39น.
คอลัมน์ Market Move
ข่าวปลอม คอนเทนต์เหยียดเพศ-สีผิว รวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มก่อการร้ายยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่แม้แต่เครือข่ายสังคมออนไลน์และเว็บวิดีโอรายใหญ่อย่างเฟซบุ๊กและยูทูบไม่สามารถแก้ไขได้ เดือดร้อนถึงฝั่งแบรนด์สินค้า-บริการต่าง ๆ ที่โฆษณาของตนไปปรากฏอยู่คู่กับคอนเทนต์ที่มีปัญหาจนภาพลักษณ์เสียหายและถูกบอยคอตจากผู้บริโภคหลายต่อหลายครั้งในปีที่ผ่านมา

ล่าสุด “ยูนิลีเวอร์” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสินค้าอุปโภคบริโภคและยังเป็นบริษัทที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะถอนโฆษณาออกจากสื่อออนไลน์ทุกรายที่ไม่สามารถจัดการปัญหาความเหมาะสมของคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มของตนเองได้

“คีต วีท” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของยูนิลีเวอร์กล่าวว่า บริษัทจะไม่ลงทุนในสื่อหรือแพลตฟอร์มที่เป็นภัยต่อเยาวชนหรือสร้างความแตกแยก เกลียดชังหรือสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงอีก ต่อไป ขณะเดียวกันหันไปทุ่มเม็ดเงินกับแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างผลบวกให้กับสังคมได้เท่านั้น

แม้คำประกาศนี้จะไม่ได้ระบุชื่อบริษัทหรือแพลตฟอร์มใด ๆ แต่บรรดาสื่อมวลชนและนักการตลาดทั่วโลกต่างมั่นใจว่านี่เป็นการส่งสารไปยัง “เฟซบุ๊ก” และ “กูเกิล” 2 ยักษ์ไอทีเจ้าของพื้นที่โฆษณาออนไลน์และมีฐานผู้ใช้งานจากทั่วโลกจำนวนมหาศาล ซึ่งที่ผ่านมามีประเด็นร้อนเรื่องคอนเทนต์ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้มีเพจแนวเหยียดผิว-เชื้อชาติ ข่าวปลอมหรือวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรงอย่าง การก่อการร้ายหรือฆ่าตัวตาย ปรากฏบนแพลตฟอร์มของตนพร้อมโฆษณาจากแบรนด์ต่าง ๆ อยู่หลายครั้ง

อีกทั้งยังล้มเหลวในการลงโทษเจ้าของคอนเทนต์เหล่านี้อย่างเหมาะสมอีกด้วย เช่น กรณีของ “โลแกน พอล” ยูทูบเบอร์เจ้าของแชนเนลที่มีผู้ติดตามถึง16 ล้านคน ได้เผยแพร่ภาพศพเหยื่อฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นสร้างความไม่พอใจทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก แต่กลับถูกลงโทษเพียงตัดรายได้โฆษณา

ในขณะเดียวกัน “ซูซาน วอสซิกิ” ซีอีโอของยูทูบยังออกมาปกป้องว่า ความผิดนี้ยังไม่ถึงระดับต้องลงโทษแบน ความเคลื่อนไหวนี้ถือว่ามีน้ำหนักระดับสะเทือนวงการ เพราะยูนิลีเวอร์เป็นแบรนด์ที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาเยอะเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยปีที่แล้วทุ่มทุนไปกว่า 9,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 1 ใน 3 หรือประมาณ 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐใช้กับสื่อออนไลน์ จึงน่าจะสามารถสร้างแรงกดดันยักษ์ออนไลน์ได้มาก โดยเฉพาะเมื่อรวมกับความเคลื่อนไหวของ “พีแอนด์จี” ผู้ใช้เม็ดเงินโฆษณาอันดับ 1 ของโลกที่ออกมากดดันแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์เรื่องความโปร่งใสและความเหมาะสมของคอมเทนต์ตั้งแต่ปีที่แล้ว

นอกจากทั้ง 2 บริษัทแล้วที่ผ่านมายังมีองค์กรอื่น ๆ ออกมาเคลื่อนไหวในแนวทางเดียวกันนี้ เช่น “Folha de S Paulo” หนังสือพิมพ์รายใหญ่ที่สุดในบราซิล ซึ่งประกาศเลิกลงคอนเทนต์ทุกชนิดในเฟซบุ๊ก ด้วยเหตุผลว่าเฟซบุ๊กกลายเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับคอนเทนต์ของตนไปแล้ว

ด้านแพลตฟอร์มออนไลน์เองมีความพยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฟซบุ๊กได้รับอัลกอริทึ่มสำหรับเลือกคอนเทนต์ที่จะแสดงบนหน้าฟีด ส่วนยูทูบเร่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบวิดีโอ ด้วยการเพิ่มจำนวนผู้ตรวจสอบที่เป็นมนุษย์และเปิดโอกาสให้เอเยนซี่และนักการตลาดควบคุมการลงโฆษณาได้ละเอียดขึ้น

อย่างไรก็ตาม “คีต วีท” ยังกล่าวว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ยังไม่จริงจังมากพอ โดยเฉพาะด้านการคุ้มครองเด็ก ซึ่งขณะนี้บริษัทได้หารือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ เฟซบุ๊ก, กูเกิล, อเมซอน, ทวิตเตอร์และสแนปแชต เพื่อหาทางออกร่วมกัน

หลังจากนี้ต้องจับตาดูว่า ความเคลื่อนไหวของบริษัทยักษ์ระดับโลกนี้ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงการโฆษณาออนไลน์อย่างไรบ้าง