เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

การชะงักงันของไทยแลนด์ 4.0

22 ก.พ. 2561 | 18:28น.

คอลัมน์ นอกรอบ

โดย ดร.ธงชัย สมบูรณ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สังคมมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นทุกวัน ด้วยพลังอำนาจของกระแสโลกาภิวัตน์ในทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงทำให้เกิดความเจริญงอกงามหลาย ๆ อย่าง ผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เช่นเดียวกันกับจริตของคนไทยที่จะต้องทำอะไรทุกอย่างให้คล้อยตามและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

วาทกรรมหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนของชาติ คือ “ไทยแลนด์ 4.0” ฉะนั้น ทุกภาคส่วนทุกหน่วยงานจึงดูเหมือนว่าจะมีการผลักและดึง (push and pull) ให้ผู้คนในชาติเข้าใจและปฏิบัติเพื่อความไพบูลย์และทันต่อกระแสสังคมโลก

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีบางอย่างที่ทำให้ประเทศไทยเกิดความชะงักงัน (stagnation) และเป็นปัจจัยที่บั่นทอนให้ก้าวไปสู่ Thailand 4.0 ได้ช้าลง

ซึ่งปัจจัยดังกล่าว มีดังนี้ 1.คนไทยส่วนใหญ่ยังศรัทธาไสยศาสตร์มากกว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความเชื่อทางด้านมิติลี้ลับ (cult) คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นยากต่อการเปลี่ยนแปลง กระบวนทางวิทยาศาสตร์ถูกนำมาประยุกต์ในชีวิตประจำวันค่อนข้างน้อย การคิดแบบมีเหตุผลยังไม่กว้างไกลสำหรับสังคมไทย

2.คนรุ่นเก่ายังเข้ามามีอำนาจแฝง (latent power) ในหลาย ๆ องค์กร โดยเฉพาะองค์กรรัฐบาลที่มีการผูกขาดกับอำนาจในการทำงาน คนรุ่นใหม่ไม่ได้รับการขัดเกลาในการทำงานและขาดการสร้าง “รอยต่อ” ที่ดีของผู้คนในองค์กรด้วย สุดท้ายนำมาซึ่งความขัดแย้งและเป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนา

ด้วยเหตุนี้ การที่สังคมไทยจะก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้เร็วนั้น คนรุ่นเก่าต้องใจกว้างและพร้อมที่จะถ่ายโอนและเชื่อมโยง “เก่า-ใหม่” ได้อย่างลงตัว และที่ดีที่สุด คือการเป็นต้นแบบของคนรุ่นเก่าในทุก ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของใช้อำนาจที่มีและพึงมีด้วย

3.การตอบสนองจากภาครัฐมีเพียงผิวเผิน ทำได้แค่ประชาสัมพันธ์ อบรม การประชาสัมพันธ์ใช้งบประมาณมากสร้างพิธีกรรมมากมาย แต่ไม่เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ที่เห็นชัดเจนมากที่สุด สังคมไทยในชนบทส่วนใหญ่ยังขาดการดูแลอย่างเต็มที่จากหน่วยงานรัฐบาลหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การลงมือทำต้องร่วมมือทุกภาคส่วน และที่สำคัญภาครัฐบาลต้องจริงจังกับนโยบายที่วางไว้ด้วย

4.ผู้คนใช้สื่อทางเทคโนโลยีส่วนมากเพื่อประโยชน์ตนมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณวิทยา หรือส่วนรวม “ความผุกร่อน (decay)” และต้นทุนทางความคิดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการประชาสัมพันธ์ มรรคผลที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะยังไม่ลงลึกในการใช้ของคนไทยเท่าที่ควร ภาพที่เห็นส่วนมากยังเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสุขและประโยชน์ของตนเองมากกว่า

5.มาตรฐานการศึกษาทุกระดับถดถอย ตั้งแต่ระดับอนุบาลศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา กล่าวคือ ในระดับอนุบาลศึกษา การศึกษาแบบ “ยัดเยียด” ทั้งเนื้อหาและทักษะชีวิตมีมากจนเกินไป ในขณะที่การศึกษาในระดับอุดมศึกษากลับถูกเพิกเฉยในการผลิตข้อความรู้ชั้นสูงและการสอนที่เน้นทักษะทางสังคมและการใช้ลีลาชีวิตที่สมดุลกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

การศึกษาทุกระดับดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจในศาสตร์ทางด้านสังคมศาสตร์ ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปผู้เรียนหรือคนไทยจะมีลักษณะไม่แตกต่างจากหุ่นยนต์ ขาดความดีงามและสุนทรียทางสังคม ในทางตรงข้าม ระบบการศึกษาต้องเน้นมาตรฐานของตนเอง ศึกษาและเปรียบเทียบกับสังคมอื่นให้มากขึ้น และที่แน่นอนที่สุดคือ อย่าลืมทำการเทียบเคียงกับบริบททางสังคมของตนเองด้วย อุดมการณ์ทางการศึกษาของแต่ละระดับต้องยึดมั่นและการดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตนเองด้วย

6.วัตถุนิยม บริโภคนิยม เงินตรานิยม เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำของผู้คนมากเกินไป จนทำให้วัฒนธรรมของตนเองเสื่อมถอยลง การที่จะเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 นั้น ถ้าคนไทยยังเป็น “ผู้เสพ” ไม่ได้เป็น “ผู้สร้าง” ขึ้น การล่มสลายจะเข้ามาแทรกแซงได้อย่างเห็นได้ชัด ความพอเพียง การปรับใช้ และการผสมผสานซึ่งความทันสมัยและความเป็นไทย จะทำให้เกิดภาพ 4.0 ได้อย่างลงตัวและสง่างามมากที่สุด

7.ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ (public sector) และภาคเอกชน (private sector) ขาดเอกภาพในการร่วมมือกันที่ชัดเจน ความร่วมมือระหว่างทั้งสองภาคส่วนจะต้องมีลักษณะเป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ

8.มีการลอกเลียนแบบสูง แต่ขาดวิจารณญาณในการปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ลอกเลียนแบบ จะเป็นว่าบางประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมนั้น บางยุคบางสมัยมีการลอกเลียนแบบจากประเทศอื่น แต่สิ่งที่ผู้คนประเทศนั้น ๆ นำมาคิดไตร่ตรองจะเป็นการ “ไตร่ตรองเชิงวิเคราะห์” มากกว่าที่ลอกเลียนแบบทั้งหมดเลย ฉะนั้น บริบทของไทยแลนด์ 4.0 คนไทยต้องรู้จักการคิดวิเคราะห์เป็นก่อน อย่าปล่อยเป็นเรื่องที่ถูกเขียนและกระตุ้นให้เกิดไว้ในเพียง “เอกสาร” เท่านั้น

9.สร้างจิตสำนึกที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลง “อย่าให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ตื่น ตระหนก ต้องให้เป็นสังคมที่ตื่น ตระหนัก” รับและมีความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางชีวิตให้กับคนไทยทุกคน โดยปราศจากการดูถูกกันเอง ยอมรับในความแตกต่างทางอัตลักษณ์ของชุมชน ความต่างของวัฒนาวิถีที่ไม่เหมือนกัน

ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วน ทุกองค์กรต้องร่วมกัน “สร้างทุนทางความคิด” ให้กับคนไทยด้วยกัน และที่สำคัญที่สุด คือผู้คนในชาติต้องเป็นทั้งผู้สร้างและผู้เสพไทยแลนด์ 4.0 ไปด้วยกัน ผู้เขียนเชื่อสังคมไทยก็จะไม่เกิดสภาพความเสื่อมในการพัฒนา และภาพสวยงามจะปรากฏต่อสังคมโลก คือการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป ดำรงไว้อัตลักษณ์ที่งดงามได้อย่างยอดเยี่ยม…แน่นอน

 

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยแลนด์ 4.0