คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา “จีน” กับ “บราซิล” บรรลุความตกลงว่า ต่อไปนี้ทั้งสองประเทศสามารถชำระเงินเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยเงินสกุล “เรอัล” หรือ “หยวน” ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลางในการชำระเงินทางการค้าอีกต่อไป
ข้อเท็จจริงที่ว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จีนค่อย ๆ ขยับแซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นไปเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญที่สุดของบราซิล ทำให้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ถ้าหากนำบริบทแวดล้อมเข้ามาคำนึงร่วมด้วย ก็จะเห็นได้ว่าความตกลงดังกล่าวคืออีกหนึ่งในปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมของการที่ค่าเงินดอลลาร์ถูกลดบทบาทลง ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการที่เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินที่ถือเป็น “ตัวกลาง” ในระบบการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก ด้วยเหตุนี้บรรดาธนาคารกลาง, กระทรวงการคลังของประเทศต่าง ๆ รวมไปถึงบรรดาบริษัทข้ามชาติระดับบิ๊กทั้งหลายจึงถือครองเงินดอลลาร์เอาไว้เป็นสัดส่วนสูงสุดในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ
การถือครองทุนสำรองดังกล่าว ไม่ได้ถือครองอยู่เฉย ๆ แต่นำส่วนหนึ่งไปใช้เพื่อให้เกิดดอกออกผลไปด้วย วิธีหาผลกำไรจากเงินสกุลดอลลาร์ที่ง่ายที่สุดและเสี่ยงน้อยที่สุด ก็คือการหันไปใช้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ทำให้ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันสูงขึ้นในตลาดเงินโลก
ผลในทางปฏิบัติที่ต่อเนื่องตามมาก็คือ ทำให้เงินสกุล “ดอลลาร์” กลายเป็นสกุลเงินหลักในการค้าระหว่างประเทศไปโดยอัตโนมัติ มากจนถึงขนาดที่สามารถ “ครอบงำ” และ “กำหนด” ทิศทางของโลกได้ในที่สุด
ซึ่งนั่นก่อให้เกิดปัญหา เพราะเงินดอลลาร์ถูกนำมาใช้เป็น “อาวุธ” ในทางการเมืองระหว่างประเทศ กลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลงโทษจนสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่เฉพาะคู่กรณีของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่กระทบไปถึงชาติอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบการค้าระหว่างประเทศเหล่านั้นอีกด้วย
ความพยายามในการลดการครอบงำของดอลลาร์ หรือ “ดี-ดอลลาไรเซชั่น” (De-dollarization) จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ถกกันมาต่อเนื่องหลายสิบปีแล้ว
ปรากฏการณ์อย่างเช่น การหันมาใช้เงินเรอัล-หยวนในการค้าระหว่างบราซิลกับจีนนั้น เป็นเพียงรูปธรรมล่าสุดของความพยายามแสวงหาเงินสกุลที่ “เป็นกลางทางการเมือง” มาใช้เป็นทุนสำรองแทน “ดอลลาร์” อันเป็นแนวโน้มที่เติบใหญ่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้นเอง
ภาวะปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากกรณีการแซงก์ชั่นอิหร่าน หรือในกรณีล่าสุดก็คือการแซงก์ชั่นรัสเซีย ด้วยการตัดขาดจากกลไกในการชำระเงินระหว่างประเทศที่เรียกว่า “สวิฟต์” (SWIFT) คือเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายประเทศหันมาหา “ทางเลือก” อื่น เพื่อรับมือกับสถานการณ์
ตัวอย่างเช่นอินเดียกับมาเลเซีย หันมาใช้เงินรูปีของอินเดียในการชำระเงินในการค้าบางประเภท และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ การที่ซาอุดีอาระเบีย รวมไปถึงชาติผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายอื่น ๆ เริ่มหันหลังให้กับดอลลาร์ในการซื้อขายน้ำมันกันแล้ว
แม้แต่ประเทศอย่างฝรั่งเศส ก็เริ่มต้นทดลองซื้อขายก๊าซธรรมชาติกับจีนในรูปของ “เงินหยวน” แล้วเช่นกัน
การใช้ดอลลาร์เป็น “อาวุธ” ในการทำ “สงครามเศรษฐกิจ” ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น เหตุปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การกำหนดนโยบายทางการเงินที่บกพร่องและผิดพลาดของสหรัฐอเมริกา ก็ทำให้ความสนใจที่จะถือครองดอลลาร์ลดน้อยลงมากเช่นเดียวกัน
นโยบายที่สหรัฐอเมริกานำมาใช้ในการรับมือกับวิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อปี 2008 ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ผันผวนอย่างหนักชนิดไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางได้ คือตัวอย่างรูปธรรมในกรณีนี้
เช่นเดียวกับนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกาที่นำมาใช้รับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2020 ที่ส่งผลให้สภาวะเงินเฟ้อกระฉูดถึงระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี แล้วหักมุมพลิกผันไปอีกทางอย่างกะทันหันและสุดโต่ง จนเกิดปัญหาขึ้นกับสถาบันการเงินอย่างที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้
กระนั้น การหันหลังให้กับเงินดอลลาร์ที่เป็นสกุลเงินของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อแทนที่ด้วยสกุลเงินอื่น ๆ จากประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดเล็กกว่า ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ และรวดเร็วอย่างที่คาดหมายกัน
การหันหลังให้กับเงินดอลลาร์มีอุปสรรค อยู่ไม่น้อย ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์, เชิงเทคนิค, การเงิน ฯลฯ ในเวลาเดียวกันก็เกิดผลกระทบทางลบต่อเครือข่ายการค้า
ที่ต้องเอาชนะให้ได้ขึ้นตามมาอีกด้วย
ข้อเท็จจริงก็คือว่า ในเวลานี้ยังมีอีกหลายประเทศมากที่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเป็นสกุลเงินของตนเองโดยตรง และยังมีอีกไม่น้อยกว่า 22 ประเทศทั่วโลกที่ยังตรึงค่าเงินของตนเองโดยตรงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ และดอลลาร์ยังคงเป็นหนทางที่ “ต้นทุนต่ำที่สุด” ในการเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอยู่ต่อไป
กระนั้นความพยายามหันหลังให้กับเงินดอลลาร์ที่ดำเนินมานานปี อาจส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกาในที่สุด เงินดอลลาร์อาจยังคงอยู่ต่อไปอีกยาวนานในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
แต่การใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธ ไม่ช้าก็เร็วจะนำดอลลาร์ไปสู่จุดจบของการเป็นเงินสกุลหลักในการค้าระหว่างประเทศ และยุติการครอบงำโลกไปในที่สุด