ททท.ปรับแผนแก้ปม “ทัวร์ศูนย์เหรียญ-ทัวร์อั้งยี่” เดินหน้าจัดโรดโชว์ส่งเสริมตลาดตามโรดแมปแคมเปญ China is Back กระตุ้นนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มคุณภาพสูงตลอดทั้งปี พร้อมผนึกพลัง OTA รายใหญ่ของโลก “Agoda-Alipay-Klook-KKDay” เพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT มั่นใจจีนเที่ยวไทยเข้าเป้า 5 ล้านคน ด้านตำรวจท่องเที่ยวเผยท่องเที่ยวฟื้นตัวท่ามกลางสารพัดปัจจัยลบ หนุนรูปแบบการทำธุรกิจซับซ้อนกว่าในอดีต ลั่นเตรียมข้อมูลจับโชวเคสใหญ่เร็ว ๆ นี้
นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากกระแสของกลุ่มผู้ประกอบการทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือทัวร์ต่ำกว่าทุน รวมถึงทัวร์อั้งยี่ที่กลับมาพร้อมกับการเปิดประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ทำให้ ททท.ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวต้องปรับแผนการส่งเสริมการตลาดและคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น
เดินสาย “โรดโชว์” ตลอดทั้งปี
ขณะเดียวกัน ททท.ยังคงเดินหน้าส่งเสริมการตลาดเพื่อกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวตลาดจีนต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์ของแคมเปญ China is Back หรือ “วันที่เรารอคอยมาถึงแล้ว” โดยมุ่งสื่อสารในธีม “ไทย-จีน ครอบครัวเดียว” ซึ่งเป็นธีมหลักสำหรับการตลาดตลอดทั้งปีนี้ เนื่องจากตลาดจีนจะยังเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดต่างประเทศเช่นเดิม
โดยที่ผ่านมาได้มุ่งทำโรดโชว์ในมณฑลเป้าหมายหลักอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดแฟมทริปให้บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ของจีนเข้ามาดูเดสติเนชั่นท่องเที่ยวคุณภาพในประเทศไทย และหลังวันหยุดยาวสงกรานต์นี้มีแผนไปโรดโชว์ที่เมืองปักกิ่ง หนานหนิง เป็นลำดับต่อไป
“จากการทำงานร่วมกับฝั่งจีน รัฐบาลจีนเองก็ให้ข้อมูลถึงแนวทางการปรับโครงสร้างท่องเที่ยวของเขาสู่ตลาดคุณภาพเช่นกัน แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่ามีความพยายามของผู้ประกอบการบางกลุ่มที่อยากทำทัวร์ต่ำกว่าทุน แต่ขอยืนยันว่า ททท.ไม่มีนโยบายทำงานร่วม หรือให้การสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มนี้ แน่นอน” นายธเนศวร์กล่าว
ยันเจาะนักท่องเที่ยวคุณภาพ
นายธเนศวร์กล่าวด้วยว่า ตลาดจีนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรรวมกว่า 1,000 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวตลาดคุณภาพ ตลาดหลักที่ ททท.พยายามเจาะและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมายังประเทศไทยมากที่สุด ขณะที่ตลาดที่เป็นกลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญก็อาจหลุดเข้ามาบ้างประมาณ 5-10% ซึ่งเป็นการเข้ามาตามกระแสการโปรโมตของประเทศไทย
และเพื่อเป็นการตอกย้ำการโฟกัสตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ล่าสุด ททท.ได้จับมือกับออนไลน์ ทราเวล เอเย่นต์ หรือ OTA รายใหญ่ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้โครงการ Worldwide Online Platform รวมจำนวน 4 แพลตฟอร์ม คือ Agoda, KKDay, Klook และ Alipay
โดยใช้ Soft Power (5F : Food Fight Fashion Festival Film) และเศรษฐกิจชุมชน (BCG) สร้างประสบการณ์เดินทางใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพผ่านประสบการณ์ (experience-based)
“การจับมือกับ OTA ระดับโลกครั้งนี้ ชี้ชัดว่าเรามุ่งจับนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ และกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง หรือ FIT มากขึ้น และแนวทางนี้จะเป็นนโยบายที่ชัดเจนนับจากนี้ต่อเนื่องรวมถึงแผนการดำเนินงานในปี 2567 ซึ่งเราจะยังคงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับกลุ่ม OTA รายใหญ่เหมือนเดิม” นายธเนศวร์กล่าว
บาลานซ์สัดส่วน “กรุ๊ปทัวร์”
นายธเนศวร์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับในส่วนของบริษัทนำเที่ยวซึ่งเดิมเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีนให้เกิดการเดินทางเข้าประเทศไทยนั้น ททท.ก็จะยังดูแลและให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน เพียงแต่จะพยายามบาลานซ์สัดส่วนช่องทางระหว่างกรุ๊ปทัวร์กับกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ให้อยู่ในระดับ 50 : 50 จากปัจจุบันที่ลูกค้ากลุ่ม FIT ใช้บริการช่องทาง OTA มีสัดส่วนอยู่เพียงแต่ประมาณ 30-40% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีน อยู่ที่เกือบ 6 แสนคน และคาดว่าจะขยับถึง 1 ล้านคนได้ในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2566 นี้ และยังคงมั่นใจว่าตลาดทั้งปีจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าท็อป 5 ของตลาดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาสูงสุดตลอดทั้งปีนั้น จะเป็นตลาดที่มีนักท่องเที่ยวทะลุ 7 หลัก หรือเกิน 1 ล้านคนทั้งหมด ได้แก่ จีน ประมาณ 5 ล้านคน ตามด้วย มาเลเซีย ประมาณ 4 ล้านคน อินเดีย ประมาณ 2 ล้านคน เกาหลี ประมาณ 1.5 ล้านคน และรัสเซีย ประมาณ 1 ล้านคนเศษ
“ผมประเมินว่าปีนี้และปีหน้าตลาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนจำนวนนักท่องเที่ยวของประเทศไทยจะยังเป็นนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียที่ประมาณ 65% ที่เหลือ 35% เป็นนักท่องเที่ยวระยะยาวจากทางฝั่งยุโรป” นายธเนศวร์กล่าว
ตำรวจท่องเที่ยวจ่อจับ “โชว์เคส”
ด้าน พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัว แต่เป็นการฟื้นตัวท่ามกลางสารพัดปัจจัยลบ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการทัวร์ศูนย์เหรียญ ธุรกิจนอมินี รวมถึงทัวร์อั้งยี่ และปัญหาอาชญากรข้าชาติมีรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นกว่าในอดีต บวกกับพัฒนการด้านเทคโนโลยีที่ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการมีวิธีการที่เนียนและเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น
โดยปัญหาเหล่านี้สำนักงานตำรวจท่องเที่ยวได้รับข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องและมีความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวหลักของไทย เช่น กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ ที่สำคัญไม่เพียงแค่กลุ่มชาวจีนเท่านั้น ยังมีสัญชาติอื่น ๆ ด้วย
“ตอนนี้เราอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน หากมีหลักฐานครบก็พร้อมจับกุมทันที และด้วยกระบวนการทำงานที่เป็นมืออาชีพมากขึ้นของกลุ่มคนกลุ่มนี้ ทำให้ตำรวจต้องใช้เวลาสาวไปให้ถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง มีใช่ได้แค่จับตัวเล็กตัวน้อย เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ภาคท่องเที่ยวไทย ซึ่งคาดว่าจะสามารถโชว์เคสได้เร็ว ๆ นี้” พล.ต.ต.อภิชาติกล่าว
พล.ต.ต.อภิชาติกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการกลุ่มนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยในหลายด้าน ทั้งประเทศไม่สามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจ และเข้ามาแย่งงานคนไทย ที่สำคัญ กระบวนการยุติธรรมของไทยถูกท้าทาย สร้างความเสียหายในด้านความเชื่อมั่นด้วย
- MOU แก้ทัวร์ศูนย์เหรียญ รัฐบาล “ไทย-จีน” คุมเข้ม
- ทัวร์ศูนย์เหรียญ ทัวร์คิกแบ็ก ทัวร์อั้งยี่ ปัญหาระดับชาติที่แก้ไขไม่ตรงจุด เข้าใจไม่ตรงกัน
- ข่าวดี! นักท่องเที่ยวจีนแห่เที่ยวไทย ข่าวร้าย “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ตบเท้าเข้า
- ทัวร์ศูนย์เหรียญคืนชีพ ! รัฐเร่งสกัด นอมินี-รายได้รั่วไหล