คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูร้อนและเข้าสู่หน้าแล้งเต็มตัวกรมอุตุนิยมวิทยาระบุไว้ว่า ช่วงดังกล่าว เริ่มประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม แม้มีฝนตกลงมาบ้างประปราย แต่หลายพื้นที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค
รวมถึงพื้นที่ของการประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ. หนึ่งหน่วยงานสำคัญที่ให้บริการจ่ายน้ำให้กับประชาชนในส่วนภูมิภาค 234 สาขา และ 350 หน่วยบริการ รวม 74 จังหวัดทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพฯ-นนทบุรี-สมุทรปราการ และระบบประปาของ อปท.)
เตือนเฝ้าระวังแล้ง 22 สาขา
“สุทัศน์ นุชปาน” รองผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค ด้านแผนยุทธศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบัน กปภ.มีประชาชนที่เป็นลูกค้าประมาณ 5 ล้านกว่าราย ถือว่าใช้น้ำลดลงตามลำดับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก เนื่องจากหลายธุรกิจชะลอตัว โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่นับเป็น 1 มิเตอร์ ทำให้การใช้น้ำในภาพรวมทั้งประเทศลดลงเฉลี่ยเหลือ 700-600 ลิตร/ครัวเรือน/วัน
ปัจจุบันอัตราการใช้น้ำยังไม่กลับมาเป็นปกติ แต่มีสัญญาณว่าประชาชนใช้น้ำมากขึ้นตามลำดับ เพราะทิศทางการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น โดยเฉพาะท่องเที่ยวในหัวเมืองหลัก เช่น พัทยา ภูเก็ต
เมื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบเพื่อการอุปโภคบริโภค จากข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2566 กปภ.คาดว่าปี 2566 จะมีสาขาซึ่งต้องเฝ้าระวังประสบภัยแล้งจํานวน 16 สาขา ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้
ภาคเหนือมี 4 จังหวัด (5 สาขา) ได้แก่ สาขาจุน (น.ปง, น.เชียงคํา) และสาขาพะเยา (น.ดอนไชย) จังหวัดพะเยา, สาขาเด่นชัย ใน จ.แพร่, สาขากําแพงเพชร (น.ลานกระบือ) จ.กําแพงเพชร, สาขาวิเชียรบุรี (แม่ข่าย, น.ศรีเทพ) จ.เพชรบูรณ์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 4 จังหวัด (5 สาขา) ได้แก่ สาขาพิมาย (น.ห้วยแถลง) จ.นครราชสีมา, สาขาชุมแพ (น.สีชมพู) จ.ขอนแก่น, สาขาสุวรรณภูมิ (แม่ข่าย, น.เกษตรวิสัย) จ.ร้อยเอ็ด, สาขากุมภวาปี (แม่ข่าย, น.โนนสะอาด) สาขาสว่างแดนดิน (น.หนองหาน) จ.อุดรธานี
ภาคกลางมี 1 สาขา คือ สาขาสุพรรณบุรี (น.สวนแตง) จ.สุพรรณบุรี ส่วน ภาคตะวันตกมี 2 จังหวัด (2 สาขา) ได้แก่ สาขาบางสะพาน (น.ร่อนทอง) จ.ประจวบคีรีขันธ์, สาขาปากท่อ จ.ราชบุรี และ ภาคใต้มี 2 จังหวัด (3 สาขา) ได้แก่ สาขา จ.กระบี่, สาขาขนอม (แม่ข่าย, น.สิชล) จ.นครศรีธรรมราช, สาขา จ.นครศรีธรรมราช (แม่ข่าย, น.ร่อนพิบูลย์, น.ท่าศาลา, น.สระแก้ว)
นอกจากนี้ กปภ.ยังมีพื้นที่ต้องเฝ้าระวังด้านคุณภาพน้ำในฤดูแล้งอีกจํานวน 6 สาขา ได้แก่ ภาคตะวันออกในจังหวัดฉะเชิงเทรา (3 สาขา) ประกอบด้วย สาขาฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง สาขาบางคล้า (น.เทพราช) ภาคใต้ 3 จังหวัด (3 สาขา) ได้แก่ สาขาหลังสวน จ.ชุมพร, สาขาตะกั่วป่า จ.พังงา และสาขาปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
รุก 5 แผนปฏิบัติป้องกัน
การประชุม ครม.เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 มีมติเห็นชอบมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 2565/2566 จํานวน 10 มาตรการ ประกอบด้วย 1.เร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภท 2.เฝ้าระวังและเตรียมจัดหาแหล่งน้ำสํารอง พร้อมวางแผนเตรียมเครื่องจักรและเครื่องมือ ในพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ
3.ปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำพื้นที่การเกษตรและพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 4.กําหนดแผนจัดสรรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 5.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตร 6.เตรียมน้ำสํารองสําหรับพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนอง
7.เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก แม่น้ำสายรอง และเตรียมแผนปฏิบัติการรองรับกรณีเกิดปัญหาและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยง 8.เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน ให้มีน้ำอย่างเพียงพอสําหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรตลอดฤดูแล้ง 9.สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์สถานการณ์และแผนบริหารจัดการน้ำ 10.ติดตามและประเมินผลการดําเนินงานให้เป็นไปตามแผน พร้อมรายงานผลการให้ความช่วยเหลือ
โดยมาตรการดังกล่าวต้องบูรณาการการทํางานร่วมกันกับหลายหน่วยงานให้บรรลุเป้าหมาย และเกี่ยวข้องกับการดําเนินงานของ กปภ. 5 มาตรการ คือ 1.การเร่งกักเก็บน้ำ/การสูบทอยน้ำส่วนเกินในช่วงปลายฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง (ภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2565) ณ วันที่ 1 มีนาคม 2566 สระเก็บน้ำดิบมีปริมาณ 39.93 ล้าน ลบ.ม. (ร้อยละ 82.79)
2.เฝ้าระวังและเตรียมจัดหาแหล่งน้ำสํารอง พร้อมวางแผนเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร ในพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง)
3.เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ (ตลอดฤดูแล้ง) โดย กปภ.มีพื้นที่เฝ้าระวังด้านคุณภาพน้ำในฤดูแล้ง จํานวน 6 สาขา
4.สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความร่วมมือในการใช้อย่างประหยัด ตลอดจนแนะนําให้ประชาชนจัดเตรียมภาชนะเพื่อเก็บสํารองน้ำไว้
5.ติดตามและประเมินผลการดําเนินงาน (ตลอดและหลังสิ้นสุดฤดูแล้ง) รายงานความก้าวหน้าเกี่ยวกับการดําเนินงานตามแผนปฏิบัติการ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปัญหาภัยแล้งให้หน่วยราชการส่วนท้องถิ่นทราบเป็นระยะ
“สุทัศน์” บอกว่า เวลา กปภ.เตรียมแผนบริหารน้ำประปาช่วงแล้งแต่ละปี จะดูน้ำท่าหรือน้ำฝนตั้งแต่หน้าฝนของปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อฝนหยุดจะรู้ว่ามีปริมาณน้ำกักเก็บตามแหล่งน้ำอื่น ๆ เท่าไหร่ และประเทศไทยผ่านฤดูแล้งมามาก จึงเตรียมตัวไว้อยู่แล้ว หากคำนวณว่าน้ำไม่พอใช้ก็เก็บน้ำท่าจากแหล่งอื่น ๆ มาเตรียมไว้ผลิตให้พอ
ฉะนั้น เรื่องภัยแล้งปีนี้จึงไม่น่ากังวล เพราะปี 2565 ที่ผ่านมาฝนตกมาก ทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำหรืออ่างกักเก็บของกรมชลประทานมีเพียงพอ ส่วน กปภ.สาขาที่น่ากังวล เป็นเพียงหน่วยย่อยที่ให้บริการประชาชนเพียง 500-1,000 ครัวเรือน ต้องจ่ายน้ำเป็นเวลา และนำงบประมาณไปสูบน้ำจากแหล่งน้ำอื่นมาเก็บไว้ในอ่างที่ทำการผลิตหรือสูบไปฝากไว้กับอ่างเก็บน้ำของท้องถิ่น
“กปภ.มีอ่างเก็บน้ำของตัวเองอยู่ค่อนข้างน้อย จาก 100% มีอยู่ประมาณ 10% เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ยามจำเป็นในฤดูแล้งจัด 1-2 เดือน แต่ปีนี้ภัยแล้งไม่น่าจะส่งผลกระทบ เพราะมีแหล่งน้ำเพียงพอ เว้นแต่แหล่งน้ำที่มีน้ำเค็มรุกเข้ามา เช่น ฉะเชิงเทรา บางปะกง หลังสวน เกาะพะงัน บางพร้า การแก้ปัญหาดังกล่าว
ยกตัวอย่างที่บางปะกง จะย้ายไปสูบน้ำที่บางบ่อแทน และซื้อน้ำจากบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์ วอเตอร์ (EASTW) เข้ามาผสมกัน เพื่อให้ค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานผลิตน้ำประปา”