การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้ความสำคัญต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (ESG) ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้นทุกวัน เงื่อนไขข้อตกลงระหว่างประเทศ ก็บีบรัดให้ธุรกิจต้องเดินตามเทรนด์นี้ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจ ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ได้จัดสัมมนา “EARTH JUMP 2023 : New Frontier of Growth” นำเสนอวิสัยทัศน์และมุมมองถึงโอกาสครั้งสำคัญ ที่ธุรกิจจะก้าวกระโดดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ธปท.ตีกรอบแบงก์ทำธุรกิจยั่งยืน
โดย “รณดล นุ่มนนท์” รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า บทบาท ธปท.ต่อการสนับสนุนการเงิน เพื่อความยั่งยืนนั้น ธปท.ได้จัดทำเอกสารทิศทางการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (directional paper) เพื่อกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคการเงิน มีเป้าหมายสำคัญเพื่อ 1.สถาบันการเงินสามารถประเมินปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งมิติความเสี่ยงและโอกาส ผนวกปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมในกระบวนการดำเนินธุรกิจ และ 2.สถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่จำเป็นและเพียงพอให้สามารถกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้
ทั้งนี้ ธปท.ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานสำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินเพื่อให้มีบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ 2.มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (taxonomy) กำหนดนิยามที่เหมาะสมกับบริบทของไทย ให้ธนาคารสามารถช่วยวางกลยุทธ์และจัดสรรเงินทุนได้อย่างตรงจุด
3.ฐานข้อมูลที่เป็นระบบและเข้าถึงได้และมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลของสถาบันการเงิน เพื่อเป็นแนวทางการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมธนาคาร/ธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพได้ 4.สร้างแรงจูงใจ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในภาคการเงินที่เหมาะสม เช่น transformation loan หนุน SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป และ 5.องค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในภาคการเงิน เพื่อให้บริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในการปรับตัวอย่างตรง SMEs ได้รับคำแนะนำตรงจุด
“ดังนั้น ทุกภาคส่วนมีความสำคัญในการที่จะช่วยกันผลักดันธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของอนาคตแต่เป็นเรื่องของทุกคนในวันนี้”
“กสิกรไทย” เร่งขยายกรีนโลน
“ขัตติยา อินทรวิชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เรื่องความยั่งยืน (sustainability) และ ESG เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดเดียวที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน และไม่ใช่ภัย แต่เป็นโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งธุรกิจต้องปรับตัวและลงมือทำให้ได้ และต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน เริ่มตั้งแต่วันนี้
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตยังมีความท้าทายอีกมาก โดยเฉพาะความท้าทายระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและประชากร แรงกดดันด้านกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและทิศทางการลงทุน ซึ่งในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดดและยั่งยืน ยังต้องการการผลักดันและสนับสนุนอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งธนาคารได้ผลักดันแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการสินเชื่อที่คำนึงถึง ESG ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อเพื่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กร และการให้ความรู้แก่บุคลากรในองค์กร ที่ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อสีเขียว (green loan) เพิ่มเป็น 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2573
“ในปี 2565 ธนาคารปล่อยสินเชื่อ green loan ไปแล้ว 26,000 ล้านบาท และในปีนี้ตั้งเป้าจะปล่อย green loan เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ล้านบาท ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัพที่ยังต้องการเงินทุน”
ตลท.ปั้นแพลตฟอร์มดึงต่างชาติ
ขณะที่ “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ปัจจุบันโลกประสบปัญหาความท้าทายมากมาย แต่ก็เป็นความท้าทายที่เปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจ ซึ่งธุรกิจที่สามารถปรับตัวเปลี่ยนไปสู่ความยั่งยืนได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ ช่วยลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากกฎกติกา รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ ส่งผลให้รายได้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง
โดย 3 ปัจจัยสำคัญ ที่ผลักดันให้ธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนมากขึ้น ได้แก่ 1.ข้อจำกัดทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งหากธุรกิจไม่ปรับตัวอาจสูญเสียมากขึ้น แต่หากปรับตัวก็จะช่วยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้
2.นโยบายกฎกติกาจากทั้งภาครัฐและสังคม ที่ส่งเสริมผลักดันและสนับสนุนเร่งให้เกิดการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน 3.ความต้องการของตลาดในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากฝั่งของตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงตลาดผู้บริโภคและคู่ค้า
“ตลาดหลักทรัพย์ฯเล็งเห็นความสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่สนใจการลงทุน ESG ซึ่งกำลังเติบโตอย่างมาก จึงได้เร่งพัฒนา ESG data platform เพื่อรวมศูนย์ข้อมูล สร้างความโปร่งใสและสร้างมาตรฐาน ESG ในการดำเนินกิจการ เพิ่มโอกาสในการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ดำเนินการด้าน ESG โดยเรามองว่ากฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ เปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะให้ธุรกิจเดินหน้าปรับตัวเข้าสู่ความยั่งยืนได้ง่ายและเร็วขึ้น ดังนั้น เรื่องของ sustainability ถือเป็น ‘license to grow’ หรือใบอนุญาตสำคัญให้ธุรกิจมีสิทธิเติบโตในระยะยาวอย่างแท้จริง”
เหล่านี้เป็นบทบาทของภาคการเงินที่ให้ความสำคัญต่อการทำธุรกิจให้ดำเนินไปในแนวทางของ ESG อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น