เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
วิกฤต ‘3 สงคราม’ ไทยถูกบีบ ‘ทรัมป์’ ขึ้นภาษี-เสี่ยงเศรษฐกิจทรุด
Finance วิกฤต ‘3 สงคราม’ ไทยถูกบีบ ‘ทรัมป์’ ขึ้นภาษี-เสี่ยงเศรษฐกิจทรุด
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
ดูทั้งหมด

ธปท.ห่วงคนไทยหนี้ท่วม ติงนโยบายหาเสียงแบบ “ทอดแห”

26 เม.ย. 2566 | 07:47น.
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ แบงก์ชาติ เศรษฐกิจ การเมือง

วิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่เพิ่งจะซา ทั่วโลก รวมถึงไทยยังต้องมาเผชิญกับความปั่นป่วนจากการดำเนินนโยบายการเงินของเหล่าประเทศมหาอำนาจที่ต้องการแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรง ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้ามาซ้ำเติมในทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ เศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันกลางปีนี้ ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ล่าสุด “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน สะท้อนมุมมองการดำเนินนโยบายการเงิน และ ความเสี่ยงที่เป็นห่วง

เศรษฐกิจไทยเผชิญ “4 ช็อก”

“ดร.เศรษฐพุฒิ” ฉายภาพว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญกับ 4 ช็อก ได้แก่ 1.การระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2563 หดตัว -6.1% 2.สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานและอาหารพุ่งขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อไทยปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง 8.1% ในเดือน ส.ค. 2565 3.เงินเฟ้อที่เร่งสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางเร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงโดยพร้อมเพรียงกัน ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 20 ปี เงินบาทอ่อนค่ามากสุดในรอบ 16 ปี ที่ระดับ 38.40 บาทต่อดอลลาร์

“ทั้งหมดนี้นำมาสู่ช็อกที่ 4.น้ำลด ตอผุด เมื่อบริบทโลกที่เคยอยู่ในภาวะดอกเบี้ยต่ำมานาน มาเจอการขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง ทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจบนสมมติฐานดอกเบี้ยต่ำจึงเกิดปัญหา เหมือนเช่น ธนาคารในอังกฤษและสหรัฐอย่าง Silicon Valley Bank (SVB) เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทยจำกัด”

ปีนี้ฟื้นต่อเนื่อง-ครึ่งหลังโตกว่า 4%

“ดร.เศรษฐพุฒิ” กล่าวว่า ช่วงก่อนโควิด จีดีพีไทยเติบโต 2.1% และตอนโควิดมีช่วงแย่สุดหดตัว -12.3% โดยในช่วงโควิดมีนักท่องเที่ยวเหลือแค่ 31,000 คน จากเดิม 40 ล้านคน สะท้อนถึงช็อกที่เกิดขึ้น แต่ปี 2566 นี้ฟื้นตัวดี กลับมาที่ 28 ล้านคน

ตัวเลขล่าสุดนักท่องเที่ยวเข้ามา 66,000 คนต่อวัน ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ตัวเลขเสมือนการว่างงาน (ทำงานน้อยกว่า 4 ชั่วโมง) ที่ ธปท.เป็นห่วง ปัจจุบันกลับมาใกล้เคียงก่อนโควิดอยู่ที่ 2.6 ล้านคน จากช่วงโควิดที่สูงถึง 6.2 ล้านคน

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่กรอบที่วางไว้ 2.5% ในช่วงครึ่งหลังปี โดยเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.4% สูงกว่าที่เคยเห็น โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐานภาคบริการที่กังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยวสูง ทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานค่อนข้างหนืด และเป็นตัวที่จับตามอง

แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้ากรอบเร็วกว่าคาด แต่เข้ากรอบเพียงเดือนเดียว โดย ธปท.ต้องมั่นใจว่าในระยะข้างหน้าเครื่องยนต์เงินเฟ้อจะไม่ติด ดังนั้นจึงต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป

“เศรษฐกิจไทยมองไปข้างหน้าเทรนด์การฟื้นตัวชัดขึ้น โดยช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรกที่เราคาดว่าจะขยายตัว 2.9-3% ส่วนครึ่งปีหลังจะโตสูงกว่า 4% โดยการส่งออกที่ผ่านมาไม่ดี ครึ่งปีแรกน่าจะหดตัว -7% แต่น่าจะเป็นบวกเกิน 4% ในครึ่งหลัง ส่วนนักท่องเที่ยวจะมาอีก 16 ล้านคน ในครึ่งปีหลัง ส่งผลต่อรายได้และการบริโภคปรับดีขึ้น ซึ่งเราให้ครึ่งปีแรกการบริโภค 4% และครึ่งหลังกว่า 3% ดังนั้นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเป็นท่องเที่ยวและการบริโภค”

จับตาวิกฤตการเงินโลกยังไม่จบ

“ดร.เศรษฐพุฒิ” กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาสถาบันการเงินในอังกฤษและสหรัฐนั้น คงไม่มีใครกล้าฟันธงว่า ปัญหาจบหรือยัง แต่หากดูดัชนีชี้วัด ความเสี่ยงเริ่มต่ำลงและคลี่คลายลง แต่มองว่าปัญหายังไม่น่าจบ เพราะคาดว่าอาการ “น้ำลด ตอผุด” คงจะต้องมีเกิดขึ้นกับที่อื่น ๆ ที่ดำเนินนโยบายภายใต้สมมติฐานดอกเบี้ยต่ำมานาน ซึ่งก่อนหน้านี้มีหลายคนวิเคราะห์ว่าจะเกิดขึ้นกับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) แต่ปัจจุบันปัญหามาโผล่ที่ธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินท้องถิ่น

“เราจับตามองและมีความกังวลภายใต้บริบทการขึ้นดอกเบี้ยแรง มองว่าความผันผวนของตลาดการเงินโลกยังคงมีอยู่ แม้ว่าสถานการณ์จะดูคลี่คลายลง แต่หากสังเกตจะเห็นว่าสหรัฐออกมาตรการจัดเต็ม หรือออกยาแรง แต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง เราจึงต้องจับตาดูความเสี่ยงต่าง ๆ โดยรวมของโลกที่มีนัยสำคัญต่อไทย เช่น ทิศทางของจีน และอาการน้ำลด ตอผุด จากดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด”

ห่วงหนี้ครัวเรือนสูงจ่อออกมาตรการ

ส่วนผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของไทยนั้น “ดร.เศรษฐพุฒิ” กล่าวว่า เป็นเรื่อง “Top of Mind” ที่ ธปท.ให้ความสำคัญ จึงเป็นที่มาของการปรับดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ขึ้นเร็วและแรงเหมือนต่างประเทศ เนื่องจากจุดเปราะบางที่ ธปท.ห่วงที่สุด คือหนี้ครัวเรือน แม้ว่าสัดส่วนประมาณ 60% จะเป็นหนี้ดอกเบี้ยคงที่ อย่างไรก็ตามหนี้ครัวเรือนที่ปรับขึ้นสูงและลดลงช้า จะเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ลำบาก

“ธปท.อยากเห็นหนี้ครัวเรือนไม่เกิน 80% ต่อจีดีพี ซึ่งแม้ว่าตอนนี้จะปรับลงจากเดิม 90% มาอยู่ที่ 87% แต่จะเห็นว่าลงช้า ซึ่งหากปล่อยให้ลดลงเองจะกระทบต่อการฟื้นตัว จึงต้องมีมาตรการดูแลหนี้ครัวเรือน โดย ธปท.พยายามแก้ปัญหา แต่การแก้ปัญหาต้องดูให้ครบวงจร ทั้งการก่อหนี้ การชำระหนี้ ไม่ให้กลับมาเป็นหนี้อีก”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า การแก้หนี้ครัวเรือนจะต้องถูกหลักการ และไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับลูกหนี้ ซึ่งมาตรการแนวพักหนี้ไม่ควรใช้ เพราะดอกเบี้ยวิ่งตลอด แต่ช่วงโควิดจำเป็นต้องทำในวงกว้าง แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ก็ต้องปรับมาเป็นแก้แบบเฉพาะเจาะจง และเน้นปรับโครงสร้างหนี้ โดยไม่สร้างวัฒนธรรมจงใจผิดนัดชำระหนี้ (Moral Hazard) ที่จะทำให้คนมีกำลังจ่าย ไม่ยอมจ่าย รวมถึงไม่ไปยกเลิกเกณฑ์อะไรที่ทำให้เจ้าหนี้ประเมินประวัติลูกหนี้ได้ยาก

“มาตรการที่ทำอยู่ เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวเรายังทำอยู่สำหรับลูกหนี้ที่มีปัญหา แต่ยังไม่พอ เราจะออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น การปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) การปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยง (Risk Based Pricing) และนโยบาย Macroprudential ซึ่งภายในเดือน มิ.ย.นี้จะมีการฉายภาพในเรื่องของมาตรการให้ชัดเจนขึ้น”

อย่างไรก็ดี แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มองไปข้างหน้าแม้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่อยู่ราว 2.8% แต่จะไม่ได้เป็นแบบก้าวกระโดด หรือเป็นหน้าผาเอ็นพีแอล (NPL Cliff) ตามที่มีหลายคนกังวล

เงินบาทผันผวน-ดันใช้เงิน 4 สกุล

สำหรับค่าเงินบาทที่ผันผวนมากกว่าค่าเงินในภูมิภาคนั้น “ดร.เศรษฐพุฒิ” กล่าวว่า ยอมรับว่าเงินบาทผันผวนกว่าภูมิภาค และผันผวนมากขึ้นหากเทียบกับอดีต แต่ถ้าเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก ๆ ก็ถือว่าผันผวนน้อยกว่า และความผันผวนของค่าเงินบาทหลัก ๆ มาจากปัจจัยโลกถึง 83%

“ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทผันผวนมากขึ้น หลัก ๆ มาจากไทยมีการผูกกับจีนค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค และมีธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินหยวนมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ดังนั้นเวลามีกระแสข่าวจากจีน จะเห็นว่าค่าเงินบาทถูกกระทบมากกว่าสกุลอื่น ๆ ถัดมาคือ ทองคำ เนื่องจากคนไทยนิยมซื้อทองคำค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเข้าไปลงทุนผ่านกองทุน FIF (Foreign Investment Fund) ที่ต้องป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (hedging)”

ทั้งนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการดำเนินนโยบายเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดความผันผวนค่าเงินบาท ทั้งการเดินหน้าแนวนโยบาย FX ecosystem เพื่อให้เงินไหลเข้าไหลออกสมดุลมากขึ้น รวมถึงการสนับสนุนการใช้สกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะใน 4 สกุลเงิน ริงกิต-มาเลเซีย รูเปียห์-อินโดนีเซีย เยน-ญี่ปุ่น และหยวน-จีน โดยเฉพาะเงินหยวน ที่ ธปท.อยู่ระหว่างหารือร่วมกับรัฐบาลจีน เพื่อลดอุปสรรคในการใช้เงินหยวนให้ลดลง เพราะที่ผ่านมายังใช้ค่อนข้างต่ำ และไม่มากเท่าที่ควร

ติงนโยบายหาเสียง “ทอดแห” ไม่ยั่งยืน

สำหรับการเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งของไทยในขณะนี้ ที่มีการหาเสียงสู้กันด้วยนโยบายที่ค่อนข้างส่งผลต่อฐานะการคลังของประเทศนั้น “ผู้ว่าการ ธปท.” กล่าวว่า บริบทเศรษฐกิจไทยตอนนี้เรื่อง “เสถียรภาพ” สำคัญมากกว่า “กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น” ดังนั้น นโยบายอะไรที่มากระทบเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี โดยนโยบายที่สำคัญกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควรจะเป็นสร้างศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ทำอะไรที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้เศรษฐกิจไปได้ในอนาคต หรือการมุ่งไปสู่เศรษฐกิจยั่งยืน

โดยที่ผ่านมานโยบายที่มุ่งกระตุ้นตรงนั้นตรงนี้ ได้ผลชั่วคราวในแง่ตัวเลข แต่มีผลข้างเคียง เช่น หนี้ตามมา ดังนั้นเวลาทำนโยบายจะต้องดูให้ครบ ว่าผลของการกระตุ้นที่จะเกิดขึ้นตามมา และค่าเสียโอกาสของงบประมาณที่มีจำกัด

“นโยบายที่สร้างพฤติกรรมการเงินที่มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ อาจต้องระมัดระวังมากขึ้น และต้องคำนึงถึงเสถียรภาพเป็นสำคัญ การกระตุ้นด้วยนโยบายประชานิยม คือการดูแลในระดับที่มากเกินไป นโยบายอันหนึ่งที่บ้านเราไม่ควรเห็นคือ นโยบายทอดแห ลดค่านั่นค่านี่ เป็นอะไรที่ไม่เฉพาะเจาะจง ทำให้เงินไม่ไปในจุดที่ควรไป เช่น นโยบายบางอัน คนรวยอาจจะใช้ได้ ดังนั้นนโยบายควรเป็นนโยบายแบบพุ่งเป้า หรือ Targeted เช่น บัตรคนจน ลงไปที่คนจน ดีกว่าทอดแห เพราะงบประมาณจะช่วยเสริมสร้างการเติบโตในระยะยาว” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว